“คริสเตียน เบล” คืนฟอร์ม รับบทนักหนังสือพิมพ์ ผู้แฉความจริงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ให้โลกรู้ ใน  “The Promise สัญญารัก สมรภูมิรบ (เดอะ พรอมิส)”

“The Promise สัญญารัก สมรภูมิรบ (เดอะ พรอมิส)” ภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์รักสามเส้า เรื่องยิ่งใหญ่ ของผู้กำกับ “จอร์จ เทอร์รี่” ถือเป็นการกลับมาคืนฟอร์มของ “คริสเตียน  เบล” หลังจากมีผลงานล่าสุดในหนังเล็กๆ อย่าง  Knights of Cups (ไนท์ ออฟ คัพส์) และ The Big Short (เดอะ บิ๊ก ชอต)  เมื่อ 2 ปีที่แล้ว เขามาพร้อมกับบทช่างภาพหนังสือพิมพ์ “คริส มายเยอร์ส” ที่หลงรักผู้หญิงคนเดียวกันกับ “มิคาเอล” (ออสการ์ ไอแซค) นักศึกษาแพทย์หนุ่ม อันมีฉากหลังเป็นเรื่องการสังหารหมู่ชาวอาร์เมเนีย

พระเอกหนุ่ม เปิดเผยถึงการตัดสินใจรับงานนี้ว่า “ผมคิดว่าบทนักหนังสือพิมพ์นี้เป็นอีกบทหนึ่งที่ท้าทายครับ เพราะหน้าที่ของพวกเขา คือการเปิดเผยเรื่องราวต่างๆให้คนอื่นได้รับรู้ อย่างเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ฃาวอาร์เมเนียนี่ มันเกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์  แต่หลายคนก็พยายามจะซ่อนเร้นมันเอาไว้ให้กลืนหายไปกับกาลเวลา ทุกวันนี้ยังมีคนปฏิเสธที่จะเรียกมันว่า เป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ผมคิดว่าการมารับบทนี้ เป็นเหมือนการบอกให้โลกรู้ ว่าที่ผ่านมาเราเคยโหดร้ายต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันขนาดไหน และจะเป็นบทเรียนที่ดี ให้เราตระหนักว่ามันจะไม่เกิดขึ้นอีกครับ”

คริสเตียน ยังเล่าให้ฟังถึงฉากที่บีบคั้นความรู้สึกที่สุดให้ฟังด้วยว่า “มีฉากหนึ่งที่ “มิคาเอล” (ออสการ์ ไอแซค) ที่ต้องเห็นคนในครอบครัว และเพื่อนบ้านถูกสังหารหมู่ที่ริมแม่น้ำ ผมว่าทั้งผมและทีมงานทุกคนในวันนั้น คงรู้สึกสะเทือนใจ และหดหู่กับภาพในวันนั้น เพราะทุกอย่างมันดูสมจริงสมจัง ราวกับว่าเราหลุดไปอยู่ในช่วงเวลาของโศกนาฏกรรมครั้งนั้นจริงๆครับ  ซึ่งก็ทำให้พวกเราได้ข้อคิดบางอย่าง และผมก็คิดว่าผู้ชมก็จะได้ซึมซับความรู้สึกอันเดียวกันนี้เหมือนพวกเราครับ “

 

บทบาทของนักหนังสือพิมพ์ของคริสเตียน  มีตอนหนึ่งที่ตัวละคร “มิคาเอล” บอกกับ ตัวละครของเขา  ซึ่งเป็นชาวอเมริกัน ว่า “คุณช่วยกลับไปถ่ายทอดเรื่องราวอันโหดร้ายนี้  ให้โลกรู้อย่างถูกต้องด้วย “ เหตุเพราะที่ผ่านมาอเมริกาเอง ก็มักบันทึกและเผยแพร่สิ่งต่างๆในมุมมองของตนเอง ซึ่งหลายครั้งค่อนข้างบิดเบือนจากความเป็นจริง

            “ในเรื่องผมก็ตอบกลับไป  หากมีไม่นักข่าว ก็ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ดังนั้นหากคุณให้อิสระกับสื่อมวลชน ทุกอย่างก็จะถูกนำเสนออย่างตรงไปตรงมา ขณะเดียวกันนั้นหากสื่อถูกลิดรอนสิทธิ์ ก็อย่างที่เห็นกันครับว่าเกิดอะไรขึ้น ประชาชนก็จะได้เสพแต่ข่าวไม่จริง

ผมก็หวังว่าหนังเรื่องนี้จะสร้างแรงกระเพื่อมในโลกโซเชียลได้เป็นอย่างดี และทีมงานยังจะคืนกำไรสู่สังคม ด้วยการมอบรายได้ส่วนหนึ่งให้องค์การการกุศล เช่น Enough Project (อีนาฟ โปรเจคต์) , The Human Rights Watch (เดอะ ฮิวแททน ไรทต์ วอช) และ  Amnesty International (เอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นนอล) ผมก็หวังว่าหนังเรื่องนี้จะฃ่วยให้เราคิดถึงเรื่องความเท่าเทียม และเห็นอกเห็นใจผู้ลี้ภัยกันมากขึ้นครับ”

 

ติดตามชม  The Promise สัญญารัก สมรภูมิรบ (เดอะ พรอมิส)” ได้ 1 มิถุนายน นี้

ในโรงภายนตร์