SO WATCH BY GOSSIP GUN |

SO WATCH BY GOSSIP GUN


2019 : ปีที่ Disney จะยึดครอง Hollywood แบบสมบูรณ์



HIGHLIGHTS

* ในปีนี้ สองแฟรนไชส์ที่คนดูรักมากที่สุด อย่าง Avengers และ Star Wars จะเดินทางมาถึงตอนอวสาน (ในเส้นเรื่องหลัก)
สิ่งที่น่าติดตามคือ หนังทั้ง 2 เรื่องจะมีบทสรุปอย่างไร และหนังทั้ง 2 เรื่องจะกวาดรายได้ให้กับดิสนีย์มหาศาลระดับไหน

* การหยิบเอาแอนิเมชันในอดีตมาสร้างใหม่เป็นหนังเวอร์ชันคนแสดง (หรือ Live-Action)
ถือเป็นหมัดฮุกใหม่ของดิสนีย์ หลังจาก Beauty And The Beast กวาดเงินทั่วโลกไปถึง 1,200 ล้านเหรียญฯ
ปีนี้ ดิสนีย์เลยจัดเต็ม ปล่อยหนังรีเมกของเก่าถึง 3 เรื่องไปเลย

* นอกจากจะเป็นเจ้าแห่งฮอลลีวู้ดแล้ว ดิสนีย์จะขอต่อกรกับ Netflix ด้วยการมีระบบบริการสตรีมมิ่งเป็นของตัวเองอีกด้วย
โดยนอกจากจะเอาหนังฮิตในปี 2019 ทั้งหมดไปลงในระบบนี้แล้ว ดิสนีย์ยังมีแพลนในการสร้าง Original Content อีกชุดใหญ่


******************************************

ภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดที่เราได้ดูกันนั้น โดยปกติมักมาจากสตูดิโอหนังยักษ์ใหญ่ ราว 6-7 ค่าย ที่เราคุ้นชื่อกันดี
ซึ่งก่อนหน้านี้แต่ละค่าย มักจะมีหมัดเด็ดมากวาดเงินจากคนดูสลับกันไป ทำให้ผลัดกันครองความเป็น "เจ้าแห่งฮอลลีวู้ด"



จนกระทั่ง 3 ปีล่าสุด (ค.ศ. 2016-2018) ที่ดิสนีย์ขอกวาดเรียบ ครองความเป็นแชมป์หนังทำเงินแบบ 3 ปีซ้อน
เฉพาะปีที่แล้วปีเดียว เอาส่วนแบ่งการตลาดไปถึง 26% กวาดรายได้จากการฉายหนังในโรงจากทั่วโลก
ไปเกือบ 3,000 ล้านเหรียญฯ (หรือราว 105,000 แสนล้านบาท มหาศาลมากๆ) จากหนังที่ออกฉายเพียง 9 เรื่องเท่านั้น


ความแม่นยำของดิสนีย์ คือการที่ไม่ผลิตหนังไซส์เล็กอีกต่อไป
ทุกเรื่องจะเป็นหนังฟอร์มกลางถึงใหญ่ และต้องมั่นใจว่าจะทำเงินเท่านั้น
และดูเหมือนว่าปี 2019 นี้ ดิสนีย์ก็การันตีว่า จะสามารถครองแชมป์ 4 สมัยได้อย่างง่ายดาย
ด้วย Line-Up หนังที่แข็งแรงสุด เท่าที่เคยเปิดสตูดิโอมาเลยก็ว่าได้


ในปี 2019 ดิสนีย์มีหนังเข้าฉายโรงเพียง 9 เรื่องเช่นเดิม
แต่ความน่าสนใจคือ เป็น 9 เรื่องที่แทบจะไม่ต้องอธิบายอะไรเพิ่มเติมเลย
เพียงแค่เอ่ยชื่อหนัง พวกเราก็พอจะเดากันได้แบบทันทีว่าจะได้ดูอะไรกัน
เพราะเป็นสิ่งที่เราคุ้นเคยกันอยู่แล้วแทบทั้งสิ้น

โดยปีนี้ดิสนีย์เลือกที่จะไม่สร้างหนังจาก Original Idea
เพื่อความมั่นใจว่า คนดูจะได้ดูอะไรที่พวกเขาชื่นชอบกันอยู่แล้ว
และทำให้ดิสนีย์ได้ครองความเป็นเจ้าของฮอลลีวู้ดได้อย่างต่อเนื่อง
ซึ่งสูตรความสำเร็จของดิสนีย์ ประกอบไปด้วย 5 สิ่ง

เท่านั้น 5 ไม้ตายที่การันตีว่า คนดูจะแน่นโรงอย่างแน่นอน ประกอบด้วย

"Marvel – Star Wars – Pixar – Animation – Live Action”



เอาเฉพาะแค่ 2 ข้อแรก ปีนี้ต้องถือว่าเป็นปีที่พีคที่สุด สำหรับทั้ง Marvel และ Star Wars แล้ว
เพราะหนังใหญ่ของทั้งคู่นั้น ล้วนเดินทางมาถึงตอนอวสาน

เริ่มจาก Marvel Studio กันก่อน ที่ปี 2018 ครองแชมป์หนังทำเงินอันดับ 1 และ 2 ของโลก
ด้วย Avengers : Infinity War และ Black Panther

ส่วนปีนี้นั้น ก็มาพร้อมกับว่าที่แชมป์หนังแห่งปี อย่าง Avengers : Endgame
ที่เพียงแค่ปล่อยตัวอย่างหนัง ก็ทำลายสถิติ มียอดคนดูใน 24 ชั่วโมงแรก สูงสุดตลอดกาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ด้วยความกระหายของแฟนหนัง ที่ค้างคาใจจากตอนจบของภาคที่แล้ว
ว่าทีมอเวนเจอร์ส จะจัดการกับธานอสได้อย่างไร
หลังสุดยอดวายร้ายตัวนี้ ดีดนิ้วเพื่อกวาดล้างสิ่งมีชิวิตจนหายไปครึ่งจักรวาล



ซึ่งหนึ่งในความหวังสำคัญ ก็คือ ซูเปอร์ฮีโร่ตัวใหม่ของค่ายอย่าง Captain Marvel
ซึ่งพวกเราจะได้ดูหนังเดี่ยวของเธอกันก่อนในวันที่ 6 มีนาคมนี้
ก่อนที่เธอจะมีบทบาทสำคัญในหนัง Avengers : Endgame
ที่อาจกล่าวได้ว่า เป็น Avengers ภาคสุดท้ายที่มีสมาชิกครบทีมแบบนี้
หลังมีข่าวว่า คริส อีแวนส์ จะขอวางมือจากบทบาทกัปตันอเมริกา
ซึ่งคาดว่าแฟนหนังจะให้การตอบรับกับ Avengers ภาคนี้ในช่วงปลายเดือนเมษายน อย่างอุ่นหนาฝาคั่งเป็นที่แน่นอน

***************

อีกหนึ่งแฟรนไชส์ดังที่เดินทางมาถึงบทสรุป คือ Star Wars ที่อยู่คู่วงการภาพยนตร์มายาวนานกว่า 40 ปี



ต้องยอมรับว่าคนอเมริกันนั้น แทบจะโตมากับหนัง Star Wars ก็ว่าได้
ส่งผลให้หนังภาค The Force Awakens (หนัง Episode 7) ขึ้นแท่นหนังทำเงินสูงสุดในอเมริกาแซงหน้า Avatar ไปเมื่อ 4 ปีก่อน
และคอหนังต่างจับจ้องว่า Star Wars Episode 9 ซึ่งจะเข้าฉายธันวาคมนี้
ที่จะเป็นบทสรุปของเรื่องราวทั้งหมด จะดำเนินเรื่องไปทางไหน
หลังจากที่พวกเราติดตามเรื่องราวของครอบครัวสกายวอล์คเกอร์มาอย่างยาวนาน
ก็ถึงเวลาที่จะโบกมือลาตัวละครเหล่านี้แล้ว


ทำให้ Star Wars Episode 9 และ Avengers : Endgame คือว่าที่หนังทำเงิน 2 อันดับแรกของปี อย่างไม่ต้องคาดเดา

***********

ความแข็งแรงของแบรนด์ดิสนีย์ ตลอด 80 ปีที่ผ่านมา คือหนังการ์ตูน
ซึ่งปัจจุบันดิสนีย์มีหน่วยงานที่ผลิตแอนิเมชัน ป้อนให้ผู้ชมอยู่ทั้งสิ้น 2 ส่วนด้วยกัน


เริ่มจาก Walt Disney Animation Studio ซึ่งเป็นบริษัทภายในของดิสนีย์เอง
ที่ยุคหลังก็กลับมาสร้างมนต์เสน่ห์ให้กับวงการภาพยนตร์ได้อีกครั้ง
ด้วยการปลุกกระแส Disney Princess ให้ตื่นขึ้นมา พร้อมกับเจ้าหญิงน้ำแข็งใน Frozen ซึ่งฮิตฟีเวอร์ไปทั่วโลก
จนกระทั่งกลายเป็นแอนิเมชันที่ทำเงินมากที่สุดตลอดกาลของโลกจนถึงทุกวันนี้

   
ซึ่งปีนี้ดิสนีย์ขอกลับมาปลุกกระแสนั้นอีกครั้งด้วย Frozen 2
ที่การันตีว่ามาพร้อมกับการผจญภัยครั้งใหม่ที่น่าตื่นตายิ่งกว่าเดิม
รวมถึงยังได้นักแต่งเพลงเจ้าเก่า ที่เนรมิตเพลงฮิตติดหูอย่าง Let It Go กลับมาเขียนเพลงใหม่สำหรับภาคนี้
ซึ่งรับประกันว่าจะขึ้นแท่นเป็นเพลงดังหนังฮิตช่วงปลายปีอย่างแน่นอน

**********

อีกหนึ่งบริษัทที่ผลิตแอนิเมชันป้อนดิสนีย์ จนยุคสมัยนึง แรงแซงหน้าบริษัทแม่ไปแล้ว นั่นคือ

"Pixar"

ซึ่งทางค่ายมักสร้างหนังจากไอเดียใหม่ๆ สลับกับหนังภาคต่อที่การันตีได้ว่า จะประสบความสำเร็จ

ซึ่งหมัดเด็ดของปีนี้ คือการหยิบเอาหนังแอนิเมชั่นเรื่องแรกของทางค่ายอย่าง Toy Story
สมบัติที่ทรงคุณค่ามากที่สุดมาสร้างต่อเป็นภาคที่ 4



ซึ่งดูเหมือนว่าหนังเรื่องนี้จะล็อคตำแหน่ง หนังทำเงินสูงสุดแห่งปีใน Top 5 ได้ไม่ยาก
เพราะในปี 2018 ที่ผ่านมา หนังภาคต่อของทางค่ายอย่าง Incredibles 2 ก็สามารถขึ้นแท่นเป็นหนังทำเงินอันดับ 3 ของปีในอเมริกาได้
เป็นรองเพียง Black Panther และ Avengers : Infinity War เท่านั้น (ซึ่งก็เป็นหนังในเครือดิสนีย์เช่นกัน)
แถมดิสนีย์ยังเลือกวางคิวฉายหนังในช่วงกลางเดือนมิถุนายน เหมือนเดิมอีกด้วย
ช่วงเวลาที่ทางค่ายประสบความสำเร็จมาแล้ว จากหนังทั้ง The Incredibles, Finding Nemo และ Cars
ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทุกโรงเรียนต่างปิดเทอม

**********

หมัดเด็ดสุดท้ายจากค่ายดิสนีย์ ที่กวาดเงินให้กับค่ายอย่างมหาศาลนับตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา
คือการหยิบเอาแอนิเมชันที่เคยประสบความสำเร็จของทางค่ายในอดีต
มาปัดฝุ่นทำใหม่ในรูปแบบ Live-Action (การใช้คนจริงๆแสดง)

ซึ่งมีทั้งการเล่าเรื่องแบบซื่อสัตย์ต่อต้นฉบับ อาทิ Beauty and the Beast และ Cinderella
รวมทั้งการบิดเรื่องราวหรือหยิบบางมุมมาเล่าให้น่าสนใจยิ่งขึ้น อาทิ Maleficent ที่เป็นการเล่าเรื่อง Sleeping Beauty ในมุมมองของตัวร้าย 

โดยในปีนี้ดิสนีย์จัดเต็มถึง 3 เรื่อง เริ่มจาก Dumbo 
ที่ได้ ทิม เบอร์ตัน ผู้กำกับที่บุกเบิกหนัง Live-Action กับทางดิสนีย์มาแล้ว
ใน Alice In Wonderland มาทำหน้าที่กำกับ (ฉายเดือนมีนาคม)



ต่อด้วย Aladdin เวอร์ชันใหม่โดย กาย ริชชี่ ที่เกิดกระแสวิพากษ์ในโซเชียลอย่างมาก 
หลังปรากฏภาพ วิล สมิธ มารับบทเป็นยักษ์จินนี่ ที่ดูแตกต่างจากเวอร์ชันแอนิเมชันแบบสุดขั้ว (ฉายเดือนพฤษภาคม)
 

และปิดท้ายด้วย The Lion King เวอร์ชันใหม่ โดย จอน แฟฟโรว์ 
ที่เคยเนรมิต The Jungle Book ให้ดิสนีย์ จนประสบความสำเร็จมาแล้ว 
โดยมีการคาดหมายไว้ว่า เฉพาะหนัง 3 เรื่องนี้ น่าจะกวาดเงินจากทั่วโลกให้กับทางค่ายอย่างต่ำ 2,000 ล้านเหรียญฯ 


จากที่ไล่เรียงมา จะเห็นได้ทันทีว่า ปีหน้าดิสนีย์จัดเต็มกับหนังโรงขนาดไหน เพื่อตอกย้ำว่า เขาคือเจ้าแห่งฮอลลีวู้ด
แต่วงการภาพยนตร์ในรอบหลายปีที่ผ่านมา จุดสนใจ ไม่ได้อยู่แค่การชมภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์เท่านั้น

แต่การมาของระบบ Online Streaming เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ชม
ให้สามารถดูหนัง เรื่องไหน ที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้นั้น กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมาก

ปัจจุบันเจ้าแห่งการดูหนังระบบนี้คือ Netflix ที่ล่าสุดมีผู้ใช้งานมากถึง 137 ล้านคน
ซึ่งนอกจากความสะดวกสบายในการใช้งาน ราคาที่ไม่แพงมากนักแล้ว
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้คอหนังเลือกใช้บริการ Netflix คือการมี Original Content
นั่นคือหนังหรือซีรีส์ที่ผลิตเอง ไม่สามารถหาชมได้ที่อื่น ซึ่งล้วนเชิญชวนผู้ชมอย่างมาก
โดยที่ผ่านมามีหนังและซีรีส์ดังๆมากมาย อาทิ Stranger Things, House of Cards, 13 Reasons Why
รวมถึงภาพยนตร์อย่าง Mowgli, Bird Box และ Roma


ดังนั้นทางดิสนีย์เอง ก็คงจะไม่ปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดมือ หลังป้อนหนังดังลง Netflix มาหลายปี
ในปลายปี 2019 นี้ ดิสนีย์ก็จะเปิดตัวบริการสตรีมมิ่งที่เป็นของตัวเอง โดยจะใช้ชื่อว่า Disney+ (ดิสนีย์พลัส)



นอกจากภาพยนตร์ที่กล่าวมาทั้งหมดในบทความนี้ จะไปโผล่อยู่ใน Disney+ หลังหนังออกจากโรงแล้ว
วิธีการที่ดีที่สุดในการเรียกคนดู คือการผลิต Original Content แบบเดียวกับ Netflix

แต่ความต่างคือ ดิสนีย์มีหมัดเด็ดในมือรออยู่แล้ว จาก 5 ข้อที่เล่าไปตอนต้น
ดังนั้นทางค่ายก็แค่ต่อยอดสิ่งที่มีอยู่ ก็น่าจะพอเรียกแขกได้บ้าง

โดยซีรีส์ที่ดิสนีย์เอง เกริ่นออกมาแล้ว ว่าจะอยู่ใน Disney+ อย่างแน่นอน

ประกอบด้วย ซีรีส์ภาคใหม่ของ Star Wars ที่ทางค่ายมอบหมายให้
จอน แฟฟโรว ผู้กำกับขาประจำของค่ายจาก Iron Man และ The Lion King มาคุมโปรเจ็กนี้

รวมถึงดิสนีย์กำลังพิจารณาสร้าง ซีรีส์ภาคแยกของ โลกิ ตัวละครร้ายที่คนดูรัก จากจักรวาล Marvel
หลังจากโดนธานอสสังหารไปใน Avengers : Infinity War


ดูเหมือนว่า ดิสนีย์จะยังเห็นคุณค่าในตัวละครนี้อยู่ไม่น้อย จนจะหยิบมาสร้างต่อ

สำหรับการมาถึงของ Disney+ จะสามารถทำให้ทางค่ายเอาชนะ Netflix ได้หรือไม่
ก็คงต้องดูกันในระยะยาว รวมถึงผู้บริโภคอย่างเราๆ คงจะเป็นผู้ตัดสินเอง ว่าอยากให้ใครไปต่อ


ดูเหมือนว่าภาพรวมของดิสนีย์ในปี 2019 นี้ จะแข็งแกร่งมากกว่าปีก่อนๆ และแข็งแกร่งกว่าทุกค่ายอย่างเห็นได้ชัด
สิ่งที่ต้องติดตามกันคือ ด้วยการวางหมากที่ทุ่มสุดตัวขนาดนี้ ผลลัพธ์ที่ได้กลับมาของทางค่าย จะเป็นอย่างที่หวังหริือไม่

และยิ่งมองข้ามไปถึงปี 2020 ที่ทางค่ายจะแข็งแกร่งหนักกว่าเดิมอีก
เพราะจะเป็นปีที่การควบรวมกับอีกหนึ่งค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง 20th Century Fox น่าจะเริ่มเห็นผลแล้ว

แฟนๆจะเริ่มเห็นอนาคตที่ชัดเจนขึ้น ของเหล่าบรรดา X-Men ว่าจะมาอยู่ในจักรวาล Marvel อย่างไร
แฟนๆจะได้เห็นภาคต่อของ Avatar ที่ก่อนหน้านี้ ฟ็อกซ์อนุมัติสร้างรวดเดียวถึง 4 ภาค
พอย้ายมาใต้ชายคาของดิสนีย์แล้ว หนังจะออกมาในทิศทางไหน
ทั้งหมดนี้ คือสิ่งที่คอหนังต่างเฝ้ารอคอย และติดตามอย่างใกล้ชิด

สำหรับพวกเราแล้ว ความสนุกของการติดตามแวดวงฮอลลีวู้ด ไม่ใช่แค่การดูหนังอีกต่อไป
แต่เรื่องราวที่เกิดขึ้นในวงการ แม้แต่การเดินเกมธุรกิจของค่ายหนัง ก็สนุกสนานไม่แพ้กัน
ปีนี้เราจะมาดูกันว่า ยักษ์ใหญ่อย่างดิสนีย์ จะยิ่งใหญ่ขนาดไหน ?

******************


สรุปวันฉายหนังดิสนีย์ปี 2019

Captain Marvel เข้าฉาย 6 มีนาคม 2019

Dumbo เข้าฉาย 28 มีนาคม 2019

Avengers : Endgame เข้าฉาย 26 เมษายน 2019

Aladdin เข้าฉาย 23 พฤษภาคม 2019

Toy Story 4 เข้าฉาย 20 มิถุนายน 2019

The Lion King เข้าฉาย 17 กรกฎาคม 2019

Artemis Fowl เข้าฉาย 8 สิงหาคม 2019

Frozen 2 เข้าฉาย 27 พฤศจิกายน 2019

Star Wars Episode IX 19 ธันวาคม 2019


SO WATCH
BY GOSSIP GUN




 

บันเทิง