SO WATCH BY GOSSIP GUN |

SO WATCH BY GOSSIP GUN


20 ปีในฮอลลีวู้ดของ เอ็ม.ไนท์ ชยามาลัน : จาก The Sixth Sense สู่ Glass

HIGHLIGHTS

* เผลอแป้ปเดียว หนังสยองขวัญระดับตำนานอย่าง The Sixth Sense ก็อายุครบ 20 ปีแล้ว
นอกจากจะพลิกวิถีของหนังผีให้ทุกเรื่องหลังจากนั้น ต้องจบแบบหักมุมกันเกือบทั้งหมด
หนังยังแจ้งเกิดให้ผู้กำกับอย่าง เอ็ม.ไนท์ ชยามาลัน อีกด้วย
แต่เส้นทางในฮอลลีวู้ดของแกหลังจากนั้น ก็หักมุมไม่แพ้กัน จากการทำหนังได้ชิงออสการ์
ก็กลายเป็นหนังที่ชิงรางวัลหนังยอดแย่

* เอ็ม.ไนท์ ชยามาลัน นอกจากจะกำกับหนังสยองขวัญแล้ว เคยพยายามไปลองทำหนังแนวอื่นอยู่ 2 เรื่อง
คือหนังฟอร์มมหึมา อย่าง The Last Airbender และ After Earth ผลปรากฏว่าหนังทั้ง 2 เรื่อง
ขึ้นแท่นหนังที่คว่ำมากที่สุดตลอดกาล และโดนนักวิจารณ์สับอย่างหนัก จนแกแทบจะไม่กล้าทำหนังฟอร์มยักษ์อีกเลย

* สัปดาห์นี้ เอ็ม.ไนท์ ชยามาลัน กลับมาพร้อมกับหนังเรื่องใหม่คือ 'Glass'
ซึ่งแทบจะไม่เคยมีผู้กำกับคนไหน ที่สามารถสร้างหนังระทึกขวัญของตัวเอง ให้เป็นจักรวาลเดียวกันได้
แต่สิ่งที่คอหนังหลายคน สงสัยคือ หนังจะสามารถรักษามาตรฐานแบบ Unbreakable และ Split ได้หรือไม่
หรือจะเป็นความพยายามที่ล้มเหลว แบบหนังจำนวนมากที่แกสร้าง

********************

***********************

เผลอแป้ปเดียว หนังสยองขวัญระดับปรากฏการณ์อย่าง The Sixth Sense
ที่แจ้งเกิดผู้กำกับชาวอินเดียอย่าง เอ็ม.ไนท์ ชยามาลัน ก็มีอายุครบ 20 ปีแล้วในปีนี้


ในขณะเดียวกัน เดือนแรกของปีนี้
ลุงมาโนช (ชื่อเต็มๆของแก ซึ่งเป็นที่มาของชื่อย่อ เอ็ม.) ก็มีหนังใหม่อย่าง Glass เข้าฉาย


ที่ดูเหมือนหนังเรื่องนี้ จะมีความทะเยอทะยานในการสร้างอยู่ไม่น้อย
เพราะเป็นการรวมเอาหนัง 2 เรื่องในอดีตของแก
อย่าง  Unbreakable (ออกฉายปี 2000) และ Split (ออกฉายปี 2017) มาเจอกัน
สร้างเป็นจักรวาลหนังของตัวเอง คล้ายกับจักรวาลมาร์เวล
สำหรับผลลัพธ์ของหนัง จะออกมาเป็นอย่างไรนั้น จะเล่าให้ทุกท่านได้อ่านในช่วงท้ายของบทความนี้

********************
แต่ก่อนอื่น ขอพาทุกท่าน ไปย้อนรอย 20 ปีในวงการฮอลลีวู้ดของลุงมาโนชเสียก่อน
ซึ่งเปรียบได้กับรถไฟเหาะ ที่ขึ้นสุดลงสุดอยู่เหมือนกัน

********************

ปรากฏการณ์ The Sixth Sense แจ้งเกิดผู้กำกับจอมหักมุม

 

          โดยปกติแล้วเดือนสิงหาคม เป็นช่วงปลายซัมเมอร์
ที่ค่ายหนัง มักปล่อยหนังที่ดูมีวี่แววจะไม่ทำเงินออกฉายอยู่เสมอ

แต่สำหรับ สิงหาคมปี 1999 กลับไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อค่ายหนังฮอลลีวู้ดพิคเจอร์ (ในเครือดิสนีย์)
ปล่อยฉายหนังสยองขวัญที่เดินเรื่องนิ่งเรียบอย่าง The Sixth Sense
ที่มาพร้อมกับเครดิตผู้กำกับหน้าใหม่ และมีเพียงชื่อของ บรู๊ซ วิลลิส ที่ขายได้เพียงอย่างเดียว

 

         
ผลปรากฏว่า The Sixth Sense กลายเป็นหนังฮิตระดับบล็อคบัสเตอร์
ครองอันดับ 1 ในอเมริกานานกว่า 5 สัปดาห์ กวาดรายได้จากทั่วโลกไปมากถึง 672 ล้านเหรียญฯ
จากทุนสร้างเพียง 40 ล้านเหรียญฯ เท่านั้น ขึ้นแท่นหนังสยองขวัญที่ทำเงินสูงสุดตลอดกาล
และครองตำแหน่งนี้ได้นานถึง 18 ปี จนกระทั่งถูกเรื่อง IT โค่นเมื่อไม่กี่ปีมานี้

 

          สิ่งที่ทำให้ The Sixth Sense ฮิตติดลมบนขนาดนี้ คงหนีไม่พ้นฉากจบ
ที่หักมุมแบบทำเอาคนดูหงายหลังเงิบ แบบที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน
จนเกิดเป็นกระแสปากต่อปากในแง่บวกถึงหนัง ว่าไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

ส่งผลให้นอกจากจะทำเงินถล่มทลายแล้ว
หนังยังได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ในปีนั้นมากถึง 6 สาขา รวมถึงสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมอีกด้วย
และเปลี่ยนวิถีหนังสยองขวัญในยุคนั้นไปอย่างสิ้นเชิง

กลายเป็นหนังแนวเดียวกันนี้ นอกจากจะมีฉากสยองที่ชวนหวาดผวาแล้ว
ยังต้องมีฉากจบที่หักมุม ทำเอาคนดูคาดไม่ถึงอีกด้วย
(อาทิ The Others, The Skeleton Key และอีกเพียบ)

หลังจากความสำเร็จของ The Sixth Sense เอ็ม.ไนท์ ชยามาลัน ก็สานต่อความสำเร็จ
ด้วยหนังแนวที่คล้ายกันอย่าง

Unbreakable (ออกฉายปี 2000)




Signs (ออกฉายปี 2002)



The Village (ออกฉายปี 2004)



แต่ดูเหมือนว่ากระแสความนิยมจะลดลงเรื่อยๆ
รวมถึงคำวิจารณ์ที่มีต่อหนัง ก็ค่อยๆเปลี่ยนจากแง่บวก เป็นแง่ลบเช่นกัน

********************

ขาลงของ เอ็ม.ไนท์ ชยามาลัน : หนังคอนเซปท์ดี แต่ไปไม่รอด

 

          หลังจาก The Sixth Sense ผู้กำกับ เอ็ม.ไนท์ ชยามาลัน
ก็ขยันผลิตหนังสยองขวัญลึกลับ ออกมาให้ได้ดูกันปีเว้นปี

ตามที่เกริ่นไปก่อนหน้านี้ ซึ่งความนิยมค่อยๆลดลงตามลำดับ
สาเหตุสำคัญเป็นเพราะหนังแต่เรื่อง โปรโมตอย่างใหญ่โต
เชิญชวนผู้ชมด้วย Big Concept ที่ถือว่าน่าดูอย่างมากสำหรับคอหนัง

แต่ปรากฏว่า ผลลัพธ์ที่ออกมา กลับไม่เป็นดังหวัง
หนังแต่ละเรื่อง สร้างเรื่องราวได้อย่างน่าสนใจ แต่ค่อยๆตายกลางทาง ด้วยการเล่าเรื่องที่ชวนน่าเบื่อ
รวมถึงบทสรุปของหนัง ที่หักมุมอย่างไม่เข้าท่า หรือบางเรื่อง ไม่เฉลยปมสำคัญของหนังเสียด้วยซ้ำ
กลายเป็นว่า ชื่อเสียงบารมีที่สั่งสมมาของผู้กำกับคนนี้ ค่อยๆกลายเป็นชื่อเสียอย่างช่วยไม่ได้

 

          ภาพยนตร์สยองขวัญที่ถือเป็นขาลงอย่างชัดเจนของลุงมาโนช
คือ Lady In The Water (ออกฉายเมื่อปี 2006)
ที่โดยปกติแล้ว หนังของเขาจะต้องการันตีการกวาดรายได้เป็นอย่างต่ำที่ 100 ล้านเหรียญฯ
แต่หนังเรื่องนี้กลับไม่สามารถไปถึงจุดนั้นได้ ด้วยการกวาดรายได้ในอเมริกาเพียง 42 ล้านเหรียญฯ
หนำซ้ำยังโดนนักวิจารณ์สับแหลก จนได้คะแนนบวกใน Rotten Tomatoes เพียง 25% เท่านั้น

ต่อด้วยการเข้าชิงรางวัลแรซซี่อวอร์ด ในสาขาภาพยนตร์ยอดแย่
และลุงมาโนชก็คว้ารางวัลผู้กำกับยอดแย่ไปครอง
พร้อมด้วยรางวัลนักแสดงสมทบชายยอดแย่
(ซึ่งลุงแก มักชอบปรากฏตัวในบทรับเชิญในหนังตัวเองอยู่บ่อยครั้ง ทั้งๆที่ไม่ได้แสดงดีอะไรมากนัก)

 

          ถัดมาอีกสองปี ลุงมาโนชปล่อยหนังระทึกขวัญลึกลับตามสไตล์แก
อย่าง The Happening เข้าฉาย

มาพร้อมกับหน้าหนังที่ดูดี ชวนดึงดูดผู้ชมมากกว่าเรื่องก่อน
และมาพร้อมกับนักแสดงที่เรียกคนดูอย่าง มาร์ค วอห์ลเบิร์ก

แต่ปรากฏว่า ท้ายที่สุดแล้ว The Happening ก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น
หนังทำรายได้ในอเมริกาไปเพียง 64 ล้านเหรียญฯ
แต่ที่ย่ำแย่ยิ่งกว่าคือคำวิจารณ์ ที่ได้คะแนนบวกเพียง 18%
แม้หนังจะชวนสร้างบรรยากาศขนลุก และไม่น่าไว้วางใจได้อย่างดี
แต่กลับนำไปสู่บทสรุปที่ชวนผิดหวัง และไม่ได้คลี่คลายปมใดๆทั้งนั้น
ขึ้นแท่นหนังระทึกขวัญที่บทแย่ที่สุดเรื่องหนึ่ง เท่าที่ลุงมาโนชเคยสร้างสรรค์มา

**********************

จุดต่ำสุดของอาชีพ : The Last Airbender และ After Earth

          หลังจากดูท่าจะไปไม่รอดกับหนังแนวระทึกขวัญสยองขวัญที่สร้างชื่อแล้ว
เอ็ม.ไนท์ ชยามาลัน ก็ขอเบรกหนังแนวถนัด ไปจับโปรเจ็กอื่นดูบ้าง

ซึ่งหนังเรื่องแรกที่ได้รับการไว้ใจให้กำกับ คือ ภาพยนตร์แฟนตาซีฟอร์มยักษ์
เรื่อง The Last Airbender  ที่ต้นฉบับคือแอนิเมชั่นซีรี่ส์เรื่อง Avatar : The Last Airbender

 

          ถึงแม้ว่าหนังจะทำเงินมากกว่า 300 ล้านเหรียญฯ จากทั่วโลก เมื่อเทียบกับทุนสร้าง 150 ล้านเหรียญฯ
แต่นักวิเคราะห์ก็มองว่าน่าผิดหวัง และหนังเองมีศักยภาพในการทำเงินได้มากกว่านี้

ส่วนสำคัญที่ทำให้รายได้หนังไปไม่ไกลอย่างที่หวัง คือกระแสในแง่ลบ
ที่กระจายไปทั่วตั้งแต่วันแรกที่หนังออกฉาย
คนดูส่วนใหญ่โจมตีอย่างตรงไปตรงมา ว่าหนังไม่สนุก และเล่าเรื่องค่อนข้างเละ
จนกระทั่งหนังได้คะแนนนักวิจารณ์จาก Rotten Tomatoes เพียง 5%
ขึ้นแท่นหนัง เอ็ม.ไนท์ ชยามาลัน ที่คำวิจารณ์แย่ที่สุด ตลอดชีวิตการทำงานของเขา

 

          และแน่นอนว่าเมื่อถูกคนดูสับซะขนาดนี้
The Last Airbender ก็ไม่พลาดที่จะได้เข้าชิงรางวัลแรซซี่อวอร์ด มากถึง 8 สาขา
และกลับบ้านไปพร้อมกับสาขาใหญ่สุดอย่างภาพยนตร์ยอดแย่แห่งปี
นอกจากนี้ เอ็ม.ไนท์ ชยามาลัน ก็คว้ารางวัลผู้กำกับยอดแย่ ไปครองเป็นครั้งที่ 2

แต่ดูเหมือนว่าอะไรๆก็ยังไม่ดีขึ้น เพราะอีก 3 ปีต่อไป
เอ็ม.ไนท์ ก็ตัดสินใจรับโปรเจ็คหนังไซไฟฟอร์มยักษ์อีกครั้ง (และก็น่าผิดหวังอีกครั้ง)
จนหนังได้ชิงรางวัลแรซซี่อวอร์ดเช่นเคย ซึ่งภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวมีชื่อว่า After Earth

 

          จากไอเดียเริ่มต้นของ วิล สมิธ ผู้กำกับเอ็ม.ไนท์ ก็นำไปพัฒนาต่อ
กลายเป็นหนังเล่าเรื่องราวของอนาคต เมื่อโลกมนุษย์ไม่สามารถอาศัยอยู่ได้
แต่พ่อลูกคู่หนึ่งกลับยานตกในดาวโลก ทำให้พวกเขาต้องเอาชีวิตรอด ท่ามกลางบรรยากาศสุดสะพรึง

หนังฟอร์มยักษ์เรื่องนี้ กลายเป็นความน่าผิดหวังอย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า สำหรับลุงมาโนช
หนังกวาดรายได้ในอเมริกาไปเพียง 60 ล้านเหรียญฯ จากทุนสร้างระดับ 113 ล้าน
และได้รับคำวิจารณ์ในแง่บวกเพียง 11% เท่านั้น
และดูเหมือนว่า หลังจากหนังเรื่องนี้ ชื่อของลุงมาโนช จะกลายเป็นชื่ออาถรรพ์
ที่ไม่น่าจะมีสตูดิโอไหน กล้าจ้างมากำกับหนังฟอร์มยักษ์อีกแล้ว

********************

การกลับมาด้วยหนังทุนต่ำใน The Visit และ Split
 

          หลังจากหมดหวังไปกับหนังฟอร์มยักษ์
เอ็ม.ไนท์ ชยามาลัน ก็หวนกลับไปทำหนังสยองขวัญตามแนวที่เขาถนัดอีกครั้ง
ใน The Visit (ออกฉายปี 2015)

เรื่องราวของสองพี่น้องที่เดินทางไปเยี่ยมตายายที่ต่างจังหวัด
และพบว่าญาติผู้ใหญ่ของพวกเขา มีพฤติกรรมที่ประหลาด
หนังได้รับการอนุมัติให้สร้างด้วยทุนสร้างที่ต่ำกว่าปกติ คือเพียง 5 ล้านเหรียญฯเท่านั้น
เพราะทางสตูดิโอไม่อยากเจ็บตัวกับหนังของ เอ็ม.ไนท์ อีก ที่ในยุคหลังไม่การันตีการทำเงินใดๆ
แต่ผลลัพธ์กลับประสบความสำเร็จเกินคาด หนังทำรายได้จากทั่วโลกเกิือบ 100 ล้านเหรียญฯ
และได้รับคำชมมากถึง 66% เยอะสุดในรอบ 10 เลยทีเดียว
จนคอหนังหลายคนยกให้ The Visit เป็นหนังคืนฟอร์มของเขา

 

          แต่การคืนฟอร์มอย่างแท้จริงของ เอ็ม.ไนท์ ชยามาลัน
คือภาพยนตร์เรื่องถัดมาอย่าง 'Split' (ออกฉายปี 2017)


หนังระทึกขวัญที่เล่าเรื่องราวของชายปริศนาที่มีบุคลิกมากถึง 24 แบบ
และชอบจับเด็กนักเรียนผู้หญิงมาขังไว้ เพื่อรอการเผยตัวของอสูร

หนังเรื่องนี้ถือว่าเป็นการกลับมาประสบความสำเร็จอีกครั้ง หลังรอคอยมาอย่างยาวนาน
จากทุนสร้างเพียง 9 ล้านเหรียญฯ หนังกลับทำรายได้จากทั่วโลกมากถึง 280 ล้าน
และได้รับคำชมอย่างล้นหลามจากนักวิจารณ์ ด้วยคะแนนเฉลี่ยแง่บวกสูงถึง 76%

นอกจากการแสดงอันโดดเด่นของ เจมส์ แม็คอะวอย แล้ว
พล็อตอันสุดสะพรึง รวมถึงฉากจบที่สร้างความเซอร์ไพรสให้กับแฟนๆ
ยังได้รับคำชมอย่างมากอีกด้วย

*******************

Glass ปรากฏการณ์หนังในจักรวาลของ เอ็ม.ไนท์

 

          หลังจากดู Split จบปุ๊ป เชื่อว่าแฟนหนังของเอ็ม.ไนท์ ชยามาลัน ต่างตื่นตะลึงไปพร้อมๆกัน
ที่ได้เห็นตัวละคร เดวิด ดันน์ (ที่รับบทโดย บรู๊ซ วิลลิส)
จากหนังเรื่อง Unbreakable เมื่อปี 2000 มาปรากฏตัว



นั่นหมายความว่า Split เล่าเรื่องราวในจักรวาลเดียวกัน
และเหมือนจะเป็นภาคต่อของ Unbreakable นั่นเอง

ทำให้แฟนๆต่างรอคอยการมาของ 'Glass'
หนังที่จะเป็นภาคต่ออย่างเป็นทางการของทั้ง Unbreakable และ Split
ที่หยิบเอาตัวละครจากทั้งสองเรื่องมาเจอกัน

 *******************

          'Glass' เริ่มต้นด้วยการกลับมาของเดวิด
ชายที่รอดตายเพียงผู้เดียวจากเหตุการณ์รถไฟตกรางเมื่อ 19 ปีก่อน
เขาเชื่อว่าเขามีพลังที่แข็งแรงกว่าผู้อื่น
และสามารถรู้ได้ว่า ใครทำเรื่องไม่ดีอะไรมาบ้าง ผ่านการสัมผัสร่างกาย

เขาจึงตั้งตนเป็นผู้ผดุงความยุติธรรมอย่างลับๆ แบบไม่เปิดเผยตัว
จนกระทั่งเขาได้มาเจอกับ เควิน ชายที่มีบุคลิกหลากลาย (จากเรื่อง Split)
โดยเดวิดพบว่า เควิน ได้จับเด็กสาวไปขังไว้ เขาจึงพยายามบุกเข้าไปช่วย
แต่แล้ว นั่นกลับทำให้ทั้งเดวิดและเควิน ถูกตำรวจบุกจับตัว
และนำไปขังไว้ที่โรงพยายาลบ้า ซึ่งพยายามจะทำการทดลองเกีี่ยวกับพวกเค้า

และ ณ ที่แห่งนี้เอง ทำให้เดวิด ได้พบกับ มิสเตอร์กลาส (รับบทโดย แซมมวล แอล.แจ็คสัน)
คู่ปรับจากหนังเรื่อง Unbreakable อีกด้วย

          สิ่งที่โดดเด่นมากที่สุดในหนังเรื่อง 'Glass'
คงหนีไม่พ้นการเชื่อมโยงเรื่องราวและตัวละคร จาก Unbreakable และ Split เข้าด้วยกัน
ในช่วงแรกของหนังเชื่อว่าแฟนๆของ ผู้กำกับท่านนี้ น่าจะตื่นเต้นกับเรื่องราวอยู่ไม่น้อย
และสนุกกับการที่ได้เห็นตัวละครเก่าๆ กลับมามีบทบาทในหนังอีกครั้ง



แต่ปัญหาหลักของหนัง ก็เกิดจาก เอ็ม.ไนท์ ชยามาลัน เช่นเดียวกัน
ด้วยสไตล์การเล่าเรื่อง ที่ค่อยเป็นค่อยไป จนบางครั้งถือว่า ช้าเลยทีเดียว
ทำให้ช่วงกลางของหนังค่อนข้างน่าเบื่อ สามารถกระชับได้มากกว่านี้
เพราะมีฉากที่ไม่ได้จำเป็น ถูกใส่เข้ามาพอสมควร


 

          สิ่งที่แฟนประจำของผู้กำกับคนนี้ มักจะคาดหวังจากหนังของเขา
คือบทสรุป ที่หักมุม มีสิ่งที่คนดูคาดไม่ถึงเกิดขึ้น ซึ่งหลายครั้งก็น่าผิดหวัง อย่างที่ได้เล่าไป
แต่สำหรับ 'Glass' ถือว่ามาพร้อมกับจุดพลิกผันของเรื่องที่น่าพอใจ
ไม่วอนโดนด่าแบบหลายๆเรื่องที่ผ่านมา
แม้ว่าจะไม่ได้หักมุมระดับมาสเตอร์พีซแบบ The Sixth Sense
แต่ก็ถือว่ารับได้ และนำไปสู่บทสรุปที่ค่อนข้างสมบูรณ์สำหรับหนัง

*********************

 

          อย่างไรก็ตาม สำหรับใครที่เป็นไปดู 'Glass'
มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดู Unbreakable (ซึ่งเก่าถึง 19 ปีแล้ว) และ Split มาก่อน
เพราะหนังไม่ได้ย้อนกลับไปเล่าถึงที่มาของตัวละครแต่อย่างใด
เปิดเรื่องมาก็ลุยกับเรื่องราวใหม่เลย ดังนั้น ใครที่ไม่เคยดูสองเรื่องนี้มาก่อน
แล้วเผลอเข้าไปดูหนัง น่าจะงงเป็นไก่ตาแตกอย่างแน่นอน

 ********************

          โดย 'Glass' ถือว่าเป็นการตอกย้ำ ความเป็นผู้กำกับหนังระทึกขวัญจอมหักมุม
ของ เอ็ม.ไนท์ ชยามาลัน อีกครั้ง


ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ The Sixth Sense แม้จะมีช่วงขาลงตามประสาอยู่บ้าง
แต่จากผลงานล่าสุด ก็เป็นการคอนเฟิร์มว่า เขาไม่ได้ผู้กำกับที่ธรรมดาทั่วไป
เพราะไม่ใช่ใครก็ได้ ที่จะสร้างหนังแบบ 'Glass' ได้ หนังที่เชื่อมโยงจากผลงานก่อนๆของตัวเอง
ดังนั้น ใครที่เป็นแฟนประจำของลุงมาโนชอยู่แล้ว ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง
สำหรับใครที่เป็นขาจร ลองหา Unbreakable และ Split มาชมก่อน
แล้วต่อด้วย Glass ในโรงภาพยนตร์ น่าจะทึ่งกับฝีมือของผู้กำกับจอมเล่าเรื่องคนนี้

เกร็ดน่าสนใจในหนังของ เอ็ม.ไนท์ ชยามาลัน

 เอ็ม.ไนท์ ชยามาลัน มักจะชอบปรากฏตัวเป็นแขกรับเชิญในหนังของตัวเอง
อาทิ ใน Unbreakable รับบทเป็น ชายที่พระเอกเจอบริเวณสนามกีฬา
และเข้าใจผิดว่าเป็นคนขายยา

ใน The Village รับบทเป็นเจ้าหน้าที่ที่เจอกับนางเอก
ขณะที่เธอพยายามจะเดินทางออกจากหมู่บ้าน เป็นต้น

 
แม้ว่าจะได้รับการขนานนามว่าเป็น เจ้าพ่อหนังระทึกขวัญจอมหักมุม
ที่ใครจะเชื่อว่าก่อนที่ The Sixth Sense จะเข้าฉาย เครดิตผลงานของผู้กำกับคนนี้
คือการเขียนบทหนังรักวัยรุ่นที่คลาสสิคมากๆอย่าง She's All That
และเขียนบทหนังครอบครัวเรื่องดังอย่าง Stuart Little

 
Glass ถือเป็นการร่วมงานกันครั้งแรกของค่ายดิสนีย์และยูนิเวอร์แซล ในการสร้างหนัง
เพราะ Unbreakable เป็นลิขสิทธิ์ของดิสนีย์ และ Split เป็นลิขสิทธิ์ของ ยูนิเวอร์แซล
ดังนั้น เรื่องนี้ จึงเป็นการสร้างร่วมกันของทั้งสองค่าย
และยอมเกิดขึ้นด้วยการทุนสร้างรวมเพียง 20 ล้านเหรียญฯ

โดยยูนิเวอร์แซล จะจัดจำหน่ายหนังในอเมริกา ส่วนดิสนีย์ได้สิทธิ์ในประเทศอื่นๆทั้งหมดทั่วโลก

*****************



SO WATCH
BY GOSSIPGUN

บันเทิง