SO WATCH BY GOSSIPGUN |

SO WATCH BY GOSSIPGUN


ไฮไลต์หนังเด็ดซีรีส์ดัง ปี 2019 ใน NETFLIX


 

HIGHLIGHTS

 

  • เฉพาะช่วงปลายปีที่ผ่านมา Netflix มีภาพยนตร์และซีรีส์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Bird Box ที่มียอดผู้ชมทั่วโลกมากถึง 80 ล้านคน (ถ้าคนเหล่านี้เสียค่าตั๋วมาชม Bird Box จะขึ้นแท่นเป็นหนังทำเงินระดับพันล้านทันที) และ Roma หนังที่ทำสถิติใหม่ ด้วยการเป็นหนัง Netflix เรื่องแรกที่สามารถเข้าชิงรางวัลออสการ์ ในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมได้สำเร็จ

 

  • มีรายงานว่าปีนี้ ทาง Netflix จะอัดเม็ดเงินสูงถึง 15,000 ล้านเหรียญฯ เพื่อผลิตหนังและซีรีส์ใหม่ เฉพาะภาพยนตร์จะมีการสร้างมากถึง 90 เรื่อง (สูงกว่าเฉลี่ยสตูดิโอปกติมากถึง 5 เท่า) ซึ่งส่วนหนึ่งประกอบด้วยหนังจากผู้กำกับดังๆมากมาย ทั้ง มาร์ติน สกอร์เซซี่ จาก The Departed, ไมเคิล เบย์ จาก Transformers และโจ รุซโซ จาก Avengers : Infinity War

 

  • เพียงแค่เดือนแรกของปี Netflix ก็มีซีรีส์ ที่สร้างกระแสหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น Sex Education ที่มียอดผู้ชมทะลุ 40 ล้านแอคเคาท์ไปแล้ว ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ รวมถึงขึ้นหน้าหนึ่งตามหน้าหนังสือพิมพ์ในไทย และ Kingdom ซีรีส์ฟอร์มมหึมาจากเกาหลีใต้ ที่ถูกอนุมัติให้สร้างภาคต่อแล้ว ทั้งๆที่ยังไม่ปล่อยฉายด้วยซ้ำ ตอกย้ำความมั่นใจ ว่าซีรีส์เอเชียเรื่องนี้ จะเปรี้ยงอย่างแน่นอน

 

*********************

สำหรับใครหลายๆคน นาทีนี้ต้องยอมรับแล้วครับว่า
Netflix เข้ามามีบทบาทกับชีวิตของเราเยอะเสียเหลือเกิน (ผมคือหนึ่งในนั้น)
จนมีคำแซวที่ว่า คู่แข่งของ Netflix ไม่ใช่โรงหนังเหมือนแต่ก่อนแล้ว แต่คือเวลานอน
เพราะเราใช้เวลาดูหนังหรือซีรีส์ใน Netflix กันเยอะเสียเหลือเกิน
จนบางทีดูกันยันเช้าหรือสว่างคาตาก็มีมาแล้ว (ไหน ใครเป็นแบบนี้บ้าง ยกมือขึ้น)

 **********************

          เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว Netflix เพิ่งประกาศ
ว่าพวกเขามีสมาชิกทั่วโลกแตะหลัก 139 ล้านคนแล้ว
แต่นี่ยังไม่ใช่จำนวนผู้ชมจริงของ Netflix อย่างแน่นอนครับ
เพราะแต่ละแอคเคาท์ ก็สามารถแชร์ให้ครอบครัวและเพื่อนๆได้ชมกัน
(อย่างเรา มีเพื่อนร่วมแจมมาดู รวมเป็น 4 คน)
รวมถึงตัวเลขนี้ยังไม่รวมการทดลองใช้งานอีกด้วย
ที่โดยปกติแล้ว ผู้ชมสามารถทดลองดู Netflix ได้แบบฟรีๆนาน 1 เดือน

************************

เฉพาะช่วงปลายปีที่ผ่านมา Netflix มี Original Content ที่ประสบความสำเร็จ
ทั้งกระแสความนิยม ที่มียอดผู้ชมสูงลิบ และเดินหน้ากวาดรางวัลบนเวทีต่างๆมากมาย

ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์เรื่อง 'Bird Box' หนังระทึกขวัญที่นำแสดงโดย แซนดร้า บูลล็อค
มียอดคนดูไปแล้วมากถึง 80 ล้านแอคเคาท์ ภายใน 1 เดือน
(นั่นหมายความว่า สมาชิกเกินครึ่งของ Netflix กดดูหนังเรื่องนี้)
จนเกิดกระแส #BirdBoxChallenge ในอเมริกา
ที่คนออกมาท้าปิดตาเดินไปยังที่ต่างๆเลียนแบบในหนัง
จนทางผู้สร้างต้องออกมาเตือนว่า อย่าเลียนแบบ เพราะอันตรายถึงชีวิต



รวมถึงซีรีส์วัยรุ่นส่งท้ายปีอย่าง 'You' ที่นำแสดงโดย เพนน์ แบดลี่ย์ พระเอกจาก Gossip Girl
ก็มียอดผู้ชมทั่วโลกสูงถึง 40 ล้านแอคเคาท์ ภายในเวลาไม่ถึงเดือน

และ 'Sex Education' ซีรีส์วัยรุ่นที่เล่าประเด็นเพศศึกษา
ก็มียอดผู้ชมสูงถึง 40 ล้านแอคเคาท์แล้ว ภายในเวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์เท่านั้น
และเกิดกระแสเป็นข่าวหน้าหนึ่งในบ้านเราเมื่อช่วงต้นสัปดาห์
หลังมีพรรคการเมืองรายหนึ่ง ยื่นจดหมายร้องเรียนกับ กสทช.
ว่าซีรีส์เรื่องดังกล่าวไม่เหมาะสมกับเยาวชนไทย
(ซึ่งถ้าใครได้ดูแล้ว น่าจะมีคำตอบในใจ ว่าเหมาะสมหรือไม่)

*******************

ไม่ใช่แค่กระแสความนิยมเท่านั้น ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา Netflix ก็ประสบความสำเร็จ
ในการยึดครองพื้นที่เวทีประกาศรางวัลต่างๆ ทั้งในส่วนของภาพยนตร์และซีรีส์

ที่โดดเด่นสุดต้องยกให้ 'Roma' หนังชีวิตสัญชาติเม็กซิโก ของผู้กำกับ อัลฟองโซ คัวรอน
ที่ชนะรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมและภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม บนเวทีลูกโลกทองคำ

ล่าสุดก็ทำสถิติอีกครั้ง
ด้วยการเข้าชิงรางวัลออสการ์มากที่สุดในปีนี้ ถึง 10 สาขา รวมถึงภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกที่หนังใน Netflix สามารถเข้าชิงรางวัลใหญ่สุดอย่าง Best Picture
บนเวทีใหญ่สุดอย่างออสการ์ได้สำเร็จ (แถมยังเป็นตัวเต็งอันดับ 1 ในขณะนี้อีกด้วย)


แถมด้วยภาพยนตร์คาวบอยเรื่อง 'The Ballad of Busters Scruggs' ของผู้กำกับขวัญใจออสการ์
อย่าง โจลและอีธาน โคเอน (จาก Fargo และ No Country For Old Men)
ก็สร้างเซอร์ไพรส ด้วยการเข้าชิงมากถึง 3 สาขา
ประกอบด้วย บทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม, ออกแบบเสื้อผ้ายอดเยี่ยม และเพลงประกอบยอดเยี่ยม

*********************

นอกจากฝั่งของภาพยนตร์แล้ว ในแง่ของซีรีส์ อีกหนึ่งเรื่องที่ฮือฮาพอสมควรคือ
'The Kominsky Method' ที่คว้ารางวัลซีรีส์เบาสมองยอดเยี่ยมไปครองจากเวทีลูกโลกทองคำ
รวมถึงสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมประเภทซีรีส์เบาสมอง นั่นคือ ไมเคิล ดักกลาส อีกด้วย



ทำให้ล่าสุดทาง Netflix ไม่ลังเลที่จะรอช้า ประกาศอนุมัติสร้างซีซั่นที่ 2 ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ทำให้ Netflix กลายเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ ที่มีบทบาททั้งในส่วนของภาพยนตร์และซีรีส์ ไปโดยปริยาย

**********************

ในปี 2019 นี้ ดูเหมือนว่า Netflix จะยังไม่แผ่วลงในเวลาอันใกล้ หลังจากมีรายงานว่า
ปีนี้ อาจจะมีการลงทุนเพื่อผลิตหนังและซีรีส์ ด้วยตัวเลขสูงลิบถึง 15,000 ล้านเหรียญฯ
(หรือตัวเลขเฉียด 500,000 ล้านบาท มหาศาลมากๆ)

เพิ่มขึ้นจากปี 2017 ที่ใช้เงินลงทุนผลิตคอนเทนต์ไป 9,000 ล้านเหรียญฯ
และปี 2018 ที่ใช้ไป 12,000 ล้านเหรียญฯ

โดยจากทุนสร้างดังกล่าว จะมีการสร้างภาพยนตร์ในปีนี้ มากถึง 90 เรื่อง
ซึ่งถือว่าเยอะมาก เมื่อเทียบกับสตูดิโอต่างๆที่สร้างหนังใหญ่เข้าฉายในโรงภาพยนตร์
ที่โดยปกติแล้ว มักผลิตประมาณปีละเพียง 15-20 เรื่องต่อปีเท่านั้น
ทำให้หลายส่วนกังวลถึงคุณภาพของหนัง ว่าจะได้มาตรฐานหรือไม่
เมื่อ Netflix มองไปในแง่ปริมาณที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

**********************

ก่อนที่จะเกริ่นยืดยาวไปกว่านี้ คอลัมน์ So Watch สัปดาห์นี้
เลยขอหยิบเอาไฮไลต์บางส่วนประจำปี 2019 มาเล่าให้ฟังกันแบบสั้นๆ

เริ่มจากการแนะนำซีรีส์เด็ด 5 เรื่องที่จะทยอยลงใน Netflix ในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์นี้ก่อน
แล้วต่อด้วยโปรแกรมพีคๆในอีก 10 เดือนที่เหลือ
หนังและซีรีส์ต่างๆ จาก Netflix มีอะไรที่น่าตื่นเต้นบ้าง

*********************

5 ซีรีส์โปรแกรมทองรับต้นปี

 

Titans


 

ซีรีส์ซูเปอร์ฮีโร่ฟอร์มยักษ์รับต้นปี ที่เป็นส่วนหนึ่งของ DC Universe
เล่าเรื่องราวของกลุ่มซูเปอร์ฮีโร่วัยรุ่นในนาม Titans ที่มีหัวหน้าทีมคือ โรบิน (คู่หูของแบทแมนนั่นเอง)
แต่ว่า โรบินในเวอร์ชันนี้ ไม่ได้อยู่ที่เมืองก็อตแธมอีกต่อไปแล้ว เขากลายมาเป็นตำรวจในเมืองดีทรอยต์
ทิ้งเรื่องราวเกี่ยวกับแบทแมนไว้เป็นอดีต (ส่วนปมคืออะไรนั้น ต้องไปติดตาม)

จนกระทั่งเขาได้เจอกับ ราเว่น หญิงสาวที่ไม่สามารถควบคุมพลังของตัวเองได้
และกำลังถูกตามล่าโดยองค์กรลึกลับ
ระหว่างหลบหนี เธอได้ไปพบกับ สตาร์ไฟร์ สาวผมแดงที่สามารถควบคุมไฟได้
และบีสต์บอย เด็กหนุ่มที่สามารถแปลงร่างเป็นสัตว์อสูร พวกเขาจึงรวมตัวกัน ในนามกลุ่ม Titans

 

ความน่าสนใจของ Titans คือการเป็นซีรีส์ซูเปอร์ฮีโร่ที่ดาร์กยิ่งกว่างานชิ้นอื่นๆ
มาพร้อมกับปมเบื้องหลังตัวละครที่มีความเป็นมนุษย์
ในแง่ของฉากแอ็กชันก็มีความสมจริง ถึงเลือดถึงเนื้อ ไม่ได้โอเว่อร์มหาศาลแบบหนังซูเปอร์ฮีโร่ทั่วไป

โดยในซีซั่นแรกจะเน้นการปูที่มาของตัวละครเป็นหลัก
ถือว่าเดินเรื่องได้อย่างน่าติดตาม และล่าสุดทาง Netflix ได้มีการประกาศสร้างซีซั่นที่ 2 ตามออกมาแล้ว
รวมถึงจะมีภาคแยกอย่าง Doom Patrol ซึ่งจะเป็นกลุ่มฮีโร่ใน DC Universe อีกด้วย

******************

Sex Education

 

ซีรีส์วัยรุ่นที่กำลังเป็นข่าวหน้าหนึ่งในบ้านเราตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา
การันตีคุณภาพด้วยคะแนนนักวิจารณ์ที่สูงปรี๊ดถึง 92% จากเว็บไซด์ Rotten Tomatoes
ซึ่งพิสูจน์ได้อย่างดีว่าคนดูต่างเทใจ หลงรักซีรีส์เรื่องนี้

เล่าเรื่องราวของโอทิส เด็กหนุ่มมัธยมปลายที่ไร้ประสบการณ์ด้านเพศ
(แม้แต่การสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเองก็ยังไม่เคย)
แต่สิ่งที่ขัดแย้งในชีวิตของเขา คือการที่คุณแม่ทำเป็นอาชีพเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเพศสัมพันธ์
ทำหน้าที่เป็น Sex Therapist ให้กับคนที่มีปัญหาเรื่องเซ็กซ์
(คล้ายๆกับพี่ฉอดพี่อ้อย แต่เปลี่ยนจากปัญหาความรัก ไปเป็นเรื่องเซ็กซ์แทน)

ทำให้โอทิส เริ่มซึมซับหน้าที่ของการเป็นที่ปรึกษาในเรื่องนี้
จนกระทั่งเพื่อนสาวกร้านโลกอย่าง เมฟ เริ่มเห็นแววเอาดีด้านนี้ เลยจับมือแกมบังคับโอทิส
ให้เปิดคลีนิคลับๆ เพื่อให้คำปรึกษาด้านเพศสัมพันธ์กับเพื่อนๆในโรงเรียนเสียเลย

ถ้าใครจะมาดู Sex Education เพราะเรื่องฉากโป๊ละก็ ไม่ต้องเสียเวลาเปิดมาดูเลย
เพราะมันเป็นส่วนประกอบเพียง 0.01% ของซีรีส์เท่านั้น

เรื่องนี้อัดแน่นไปด้วยข้อคิดสำหรับวัยรุ่น เกี่ยวกับเรื่องเซ็กซ์อย่างดีเยี่ยม
ที่สำคัญคือซีรีส์ไม่พยายามที่จะสอน หรือยัดเยียดแนวความคิดใดๆจนมากเกินไป 
มันเพียงแนะนำหรือชี้ช่องทางที่เหมาะสมเท่านั้น รวมถึงเป็นซีรีส์ที่เข้ากับยุคสมัย เป็นอย่างมาก

นอกจากเรื่องบทที่ลงตัวและเฉลียวฉลาดแล้ว มันยังเล่าเรื่องได้อย่างกลมกล่อม
ผสมทั้งมุมตลกและดรามา บวกกับสาระอย่างพอดี และที่เก่งที่สุด คือการสร้างตัวละคร
ที่ทำให้ผู้ชมตกหลุมรักได้แทบทั้งเรื่อง แทนที่จะกีดกันวัยรุ่นไทยจากเรื่องนี้

Sex Education น่าจะเป็นซีรีส์ที่ส่งเสริมให้ได้ดูกันอย่างทั่วถึงด้วยซ้ำ


*******************

Kingdom

 

ซีรีส์ฟอร์มมหึมาจากเกาหลี ที่เล่าพล็อตไปหลายคนอาจตกใจที่ดูคล้ายคลึงกับ Rampant
หนังเกาหลีที่เพิ่งเข้าฉายโรงช่วงปลายปีที่ผ่านมา แต่ทางผู้สร้างยืนยันว่า ไอเดียนี้เขามีมาหลายปีแล้ว



ย้อนกลับไปเล่าเรื่องราวในสมัยราชวงศ์โชซอน เมื่อวังหลวงต้องเผชิญกับปัญหาหนัก
เมื่อเชื้อไวรัสอันตรายกำลังแพร่ระบาด ใกล้เมืองหลวงเข้ามาเรื่อยๆ
ทำให้ผู้คนต้องทยอยกันกลายร่างเป็นซอมบี้

กลายเป็นภารกิจหลักขององค์ชาย ที่ต้องหยุดยั้งการแพร่ระบาดนี้ ก่อนจะสิ้นอาณาจักร
และในขณะเดียวกัน ก็ต้องเผชิญปัญหาการช่วงชิงราชบัลลังก์ในพระราชวังอีกด้วย
(พล็อตเหมือนกันอย่างน่าตกใจไหมละ ?)

 

แม้จะพล็อตคล้ายคลึงกับหนังเรื่องนั้น
แต่ Mood & Tone สำหรับเรื่องนี้และ Rampant ถือว่าต่างกันโดยสิ้นเชิง
เพราะในหนังเรื่องนั้นจะมีอารมณ์คล้ายดูหนังมาร์เวล คือตลกปนบันเทิง

แต่สำหรับซีรีส์ Kingdom มีการเกียร์มาทางหนังดีซีอย่างชัดเจน
คือทั้งดาร์ก มืดหม่นและสมจริง มาพร้อมกับดราม่าที่หนักหน่วงยิ่งกว่า

สำหรับซีรีส์เรื่องนี้ได้ จูจีฮุน จาก Along With The Gods
มารับบทองค์ชายที่เคร่งขรึม ซีเรียส แต่มีเสน่ห์สุดๆ
และได้ เรียวซึงยอง (ที่เราชื่นชอบมากๆจาก Miracle In Cell No.7)
มาพลิกบทบาทจากพระเอกหนังดังมากมาย มารับบทเป็นร้ายแบบเต็มตัว ซึ่งน่าเกรงขามอย่างมาก

สำหรับซีรีส์เรื่องนี้มีเพียง 6 ตอนจบเท่านั้น สำหรับซีซั่นแรก
ซึ่งงานโปรดักชันอลังการงานสร้างมาก จัดเต็มไม่แพ้หนังใหญ่ๆเลย
และที่สำคัญ เมื่อปลายปีที่ผ่านมา มีการอนุมัติสร้างซีซั่นที่ 2 แล้วด้วยซ้ำ
ทั้งๆที่ซีซั่นแรกยังไม่ทันฉายเลย แสดงว่าทาง Netflix มั่นใจมากๆ กับซีรีส์เกาหลีเรื่องนี้

********************

The Umbrella Academy

 

อีกหนึ่งซีรีส์ซูเปอร์ฮีโร่จาก Netflix ที่เรื่องนี้ไม่ได้สังกัดค่ายใหญ่ฝั่งไหน
แต่ว่าที่มาน่าตื่นเต้นไม่แพ้กันเพราะสร้างจากคอมมิคบุ๊คที่มีชื่อเสียงพอสมควร

เล่าเรื่องราวสุดอัศจรรย์เมื่อผู้หญิง 43 คนทั่วโลกต่างตั้งครรภ์พร้อมกันแบบไม่มีวี่แววใดๆ
อยู่ดีๆก็ท้องโตและคลอดลูกในชั่วพริบตา มหาเศรษฐีคนหนึ่งจึงรับเลี้ยงเด็กทั้งหมด 7 คน
มาอุปการะเป็นลูกบุญธรรมของตัวเอง พร้อมกับเตรียมตัวพวกเขา
ให้โตขึ้นมาปกป้องโลกในนาม The Umbrella Academy

 

แต่แล้วเรื่องราวไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เมื่อพวกเขาโตขึ้นมา ในวัย 30
กลับแยกย้ายไปคนละทิศ คนละทาง ด้วยปัญหาส่วนตัวและเส้นทางชีวิตที่แตกต่างกันไป

จนกระทั่งมหาเศรษฐีพ่อเลี้ยงของพวกเขาเสียชีวิต พวกเขาจึงกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง
เพื่อไว้อาลัย และไขปริศนาว่า ใครกันแน่ที่เป็นฆาตกรฆ่าพ่อของพวกเขา

ภาพรวมของ The Umbrella Academy สามารถอธิบายอย่างเข้าใจง่ายที่สุด
ว่าเหมือนกับการเอา X-Men มาผสมรวมกับ เลือดข้นคนจาง
เป็นซีรีส์ที่มีตัวละครที่มีพลังพิเศษเหนือมนุษย์ที่หลากหลายรูปแบบ และมีคาแร็คเตอร์ที่ไม่เหมือนกัน
แต่ในขณะเดียวกัน แกนเรื่องหลักของซีซั่นแรก นอกจากพวกเขาจะต้องพิทักษ์โลกแล้ว
ยังต้องร่วมกันคลี่คลายคดีอีกด้วย ว่าใครคือฆาตกรฆ่าพ่อของพวกเขา แปลกแต่น่าสนใจทีเดียวเชียว

********************

The Assassination of Gianni Versace : American Crime Story

อันที่จริงเรื่องนี้ไม่ใช่ Original Series ของ Netflix
แต่ประจวบเหมาะที่ถูกนำมาลงใน Netflix ในเดือนนี้พอดี
เลยขอแอบหยิบมาห้อยติ่งแนะนำด้วย เพราะชื่อเสียงอันบันลือของเรื่องนี้ ที่ขึ้นไปกวาดรางวัล
บนเวทีใหญ่ๆอย่าง Golden Globes และ PGA มาแล้ว ในฐานะซีรีส์ขนาดสั้นยอดเยี่ยม
รวมถึงนักแสดงนำอย่าง ดาร์เรน คริสส์ ที่กวาดรางวัลมาแล้วหลายเวที

โดยเป็นซีซั่นที่ 2 ในซีรีส์ตระกูล American Crime Story
ที่หยิบเอาเรื่องจริง คดีสะท้านโลก มาเล่าเป็นรูปแบบซีรีส์ขนาดสั้น

โดยในซีซั่นนี้ จะเล่าคดีฆาตกรรม เวอร์ซาเช่ ดีไซเนอร์ชื่อดังระดับโลก
ที่ถูกยิงเสียชีวิตหน้าคฤหาสน์ริมทะเลของตัวเองในไมอามี่ โดยฆาตกรโรคจิตที่มีปมหลังสุดสยอง

 

ความดีงามของ The Assassination of Gianni Versace คือวิธีการเล่าเรื่อง
ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ที่ติดตามข่าว น่าจะพอทราบเหตุการณ์คร่าวๆอยู่แล้ว
แต่ซีรีส์เลือกเล่าด้วยวิธีไม่เรียงลำดับเวลา คล้ายๆการต่อจิ๊กซอว์
ให้ผู้ชมค่อยๆเห็นและเข้าใจภาพรวมของเหตุการณ์มากยิ่งขึ้น

ไม่เพียงแต่เล่าเหตุการณ์ฆาตกรรมแล้ว
มันยังพาเราย้อนกลับไป ทำความเข้าใจชีวิตของฆาตกร
ปมอะไรที่ทำให้เขาตัดสินใจปลิดชีวิตดีไซเนอร์ระดับโลกคนนี้
และในขณะเดียวกันซีรีส์ ก็พาเราไปสัมผัสเรื่องราวในครอบครัวของเวอร์ซาเช่ คู่ขนานกันไป
เปรียบเสมือนสองเรื่องราวที่มาบรรจบกันด้วยเหตุโศกนาฏกรรม
ที่ไม่ว่าคุณจะเป็นสายแฟชั่นหรือไม่ ก็ไม่ควรพลาดซีรีส์คุณภาพ การันตีด้วยรางวัลมากมายเรื่องนี้
(ความยาว 9 ตอนจบเท่านั้น)

*******************

นอกจากซีรีส์เด็ด 5 เรื่องแรกของปีแล้ว คงอาจจะไม่เกินจริงไปนัก ที่จะกล่าวว่า
โปรแกรมใหญ่สุดของปีฝั่งซีรีส์ใน Netflix คงหนีไม่พ้น

Stranger Things 3

ที่แฟนซีรีส์เรื่องนี้รอคอยกันมานานนับปี
และถือว่าเป็นซีรีส์ที่ดึงคนดูเข้ามาสู่ Netflix ในปริมาณที่มหาศาล
แม้จะยังไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการว่า ซีรีส์จะเดินเรื่องไปทางไหน
แต่ข้อมูลที่พวกเราพอจะทราบกันแล้ว คือจะมีความยาว 8 ตอนจบ
และจะได้ชมกันในวันที่ 4 กรกฎาคมนี้ ตรงกับวันชาติอเมริกาแบบพอดิบพอดี


**************** 

          อีกหนึ่งโปรแกรมยักษ์ ที่น่าจะมาช่วงปลายปีคือ

The Crowns 3

ซีรีส์ที่ย้อนกลับไปเล่าเรื่องราวในราชวงศ์อังกฤษ ในสมัยของควีนอลิซาเบ็ธที่ 2



โดยความท้าทายสำหรับซีซั่นใหม่นี้
คือการเปลี่ยนนักแสดงนำใหม่หมดทุกคน (ซึ่งแทบไม่เคยเกิดขึ้นในซีรีส์ใดๆ)

เพราะผู้สร้างให้เหตุผลเรื่องความสมจริง
เพราะสมาชิกราชวงศ์อังกฤษ ต้องมีอายุที่มากขึ้น ตามเส้นเวลาในเรื่อง
ดังนั้น ถ้ายังใช้นักแสดงชุดเดิม ความสมจริงก็จะขาดหาย เลยแคสใหม่หมดเลย

สำหรับบทหลักอย่าง ควีนอลิซาเบ็ธที่ 2
ก็จะมีการเปลี่ยนจาก แคลร์ ฟอย (จาก First Man) ในสองซีซั่นแรก
กลายเป็น โอลิเวีย โคลแมน (นักแสดงที่เพิ่งเข้าชิงออสการ์จาก The Favourite นั่นเอง)
และล่าสุดมีการเปิดเผยว่า จิลเลี่ยน แอนเดอร์สัน นางเอกจาก The X-Files
จะมารับบทเป็น มากาเร็ต แทชเชอร์ นายกรัฐมนตรีหญิงคนสำคัญของอังกฤษอีกด้วย

********************

อีกหนึ่งซีรีส์ที่เดินหน้ามาถึงซีซั่นที่ 3 เช่นเดียวกันคือ

13 Reasons Why



ซีรีส์ที่ก่อกระแสวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมาก เมื่อสองปีก่อน
เพราะเล่าถึงประเด็นการฆ่าตัวตายของวัยรุ่น ซึ่งค่อนข้างละเอียดอ่อนเป็นอย่างมาก
โดยมีการอนุมัติสร้างซีซั่นที่ 3 แล้ว ท่ามกลางความไม่เห็นด้วยของผู้ชมส่วนใหญ่

ด้วยประเด็นที่ว่า ซีรีส์จะเดินเรื่องไปทางไหน
เพราะคนดูจำนวนไม่น้อยคิดว่า ซีรีส์เรื่องนี้อวสานอย่างสมบูรณ์ไปในปีแรกแล้ว
ปีต่อๆมา ดูเหมือนจะเป็นการลากเรื่องมากกว่าเล่าเรื่อง
อันนี้ก็ต้องมาติดตามว่าทาง Netflix จะแก้เกม และต่ออายุ  13 Reasons Why ได้อย่างไร

*******************

มาที่ฟากของไฮไลต์หนัง Netflix ปีนี้กันบ้าง
แต่มักจะโดนคอหนังปรามาสอยู่เสมอ ว่าคุณภาพของหนังส่วนใหญ่ยังสู้กับ ฝั่งของซีรีส์ไม่ได้
แม้จะมีหนังใหญ่กระแสนิยมดีอย่าง Bird Box, Bright หรือแม้แต่ Mowgli เข้าฉายไป
แต่คะแนนจากผู้ชมก็เสียงแตกอยู่ไม่น้อย
มีเพียง Roma และ The Ballad of Buster Scruggs ที่ได้รับคำชมอย่างเป็นเอกฉันท์

โดยในปี 2019 ทาง Netflix ก็ยังคงเดินหน้า
คว้าผู้กำกับคนเก่ง นักแสดงเบอร์ใหญ่ มาร่วมงานอีกเพียบ
ส่วนเด็ดๆจะมีอะไรบ้าง ไปติดตามกัน

         ********************

The Irishman 

          ผลงานล่าสุดของผู้กำกับชั้นครู มาร์ติน สกอร์เซเซอร์ ที่ขอหวนกลับไปทำหนังแนวสร้างชื่ออีกครั้ง
นั่นคือแนวแก็งสเตอร์ เจ้าพ่อมาเฟีย โดยดึงเอานักแสดงรุ่นใหญ่
อย่าง อัล ปาชิโน และ โรเบิร์ต เดอนีโร มารับบทนำ



โดยล่าสุดหนังปิดกล้องถ่ายทำไปแล้ว และอยู่ในขั้นตอน Post-Production
ซึ่งมีข่าวลือว่าหนังอาจใช้ทุนสร้างไปมากถึง 175 ล้านเหรียญฯ
สูงที่สุดในชีวิตการทำงานของผู้กำกันท่านนี้ (สูงกว่าหนังโรงเสียอีก)
และน่าจะเป็นหนึ่งในหนังตัวเก็งออสการ์ช่วงต้นปีหน้า

******************

Six Underground

          ภาพยนตร์แอ็กชันฟอร์มโต ผลงานล่าสุดของผู้กำกับจอมระเบิดภูเขาเผากระท่อม
อย่าง ไมเคิล เบย์ (จาก Armageddon และ Transformers) ที่ยอมสร้างหนังลง Netflix เป็นครั้งแรก
พร้อมกับจับมือกับ ไรอัน เรย์โนลด์ เพื่อมารับบทนำ และควบตำแหน่งอำนวยการสร้างหนังอีกด้วย



โดยมีรายงานว่าหนังเรื่องนี้ใช้ทุนสร้างไปมากถึง 150 ล้านเหรียญ
ระดับเดียวกับหนังฟอร์มยักษ์ที่ฉายช่วงซัมเมอร์ในโรงภาพยนตร์เลยทีเดียว

*******************

Triple Frontier

          ภาพยนตร์แอ็กชันที่อัดแน่นด้วยนักแสดงชายคุณภาพ ประกอบด้วย
เบน แอฟเฟล็ค, ออสการ์ ไอแซค, ชาร์ลี ฮันแนม, การ์เร็ต เฮตแลนด์ และ เปโดร ปาสคาล



เล่าเรื่องราวของกลุ่มเพื่อนห้าคน อดีตคือทหาร ที่ร่วมกันวางแผนปล้นพ่อค้ายารายใหญ่ในอเมริกาใต้
โดยหนังเรื่องนี้เป็นผลงานของ เจ.ซี. แชนด์เลอร์ อีกหนึ่งผู้กำกับฝีมือดีจาก Margin Call และ All Is Lost
มีกำหนดลงให้ชมใน Netflix กลางเดือนมีนาคมนี้

**********************

Dhaka

          หนังที่สร้างความฮือฮาในไทย เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา
เพราะพระเอกขวัญใจสาวกมาร์เวล อย่าง คริส เฮมเวิร์ธ
เดินทางมาถ่ายทำหนังเรื่องนี้ในประเทศไทย ที่กรุงเทพ และภูเก็ต
นอกจากนี้ ยังไปถ่ายทำกันในอินเดียอีกด้วย



หนังเล่าเรื่องราวของชายที่ถูกจ้างวาน ให้ไปช่วยเหลือลูกชายของนักธุรกิจชาวอินเดียที่ถูกลักพาตัวไป
หนังเป็นผลงานการเขียนบท ของ โจ รุสโซ ที่คอหนังซูเปอร์ฮีโร่ รู้จักกันดี
ในฐานะผู้กำกับร่วมของ Avengers สองภาคล่าสุด

********************

Murder Mystery 

          หนังตลกผสมกลิ่นลึกลับ ที่เป็นการกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งของเจ้าพ่อและเจ้าแม่สายฮา
อย่าง อดัม แซนด์เลอร์ และเจนนิเฟอร์ อนิสตัน ที่เคยเจอกันมาแล้วในหนังเรื่อง Just Go With It
(และกวาดรายได้ไปมากกว่า 100 ล้านเหรียญฯในอเมริกา)



เรื่องราวของคู่สามีภรรยา ที่เดินทางไปพักผ่อนในยุโรป จนได้พบกับมหาเศรษฐีแปลกหน้า
ที่ชักชวนพวกเขาไปล่องเรือสุดหรู แต่แล้วเมื่อเศรษฐีคนนี้ถูกฆาตกรรม
พวกเขาอยู่ดีๆจึงกลายเป็นผู้ต้องสงสัยเบอร์หนึ่ง

******************

และทั้งหมดนี้ คือไฮไลต์บางส่วนของ Netflix ในปีนี้
ที่อาจกล่าวได้ว่า ไม่ถึง 5% ของหนังและซีรีส์ทั้งหมดที่มีด้วยซ้ำ

ในแง่ดีสำหรับคอหนังอย่างเราๆ ก็น่าเป็นทางเลือกใหม่ ที่เพิ่มขึ้นมา
ให้พวกเราได้เลือกเสพกันมากขึ้น
และถือว่าเป็นอีกปีที่น่าตื่นเต้นอย่างมากเลยทีเดียว สำหรับวงการภาพยนตร์และซีรีส์

*******************

SO WATCH
BY GOSSIPGUN


 

 

บันเทิง