SO WATCH BY GOSSIPGUN |

SO WATCH BY GOSSIPGUN



ทำความรู้จัก Kingdom ซีรีส์เกาหลีที่แรงสุดนาทีนี้

HIGHLIGHTS

 

- Kingdom ถือว่าเป็น Original Series เรื่องแรกของ Netflix จากประเทศเกาหลีใต้ ที่สร้างเพื่อลง Platform นี้เพียงอย่างเดียว ไม่ได้ฉายทางโทรทัศน์แต่อย่างใด ซึ่ง Netflix พยายามต่อยอดจากผลงานเด่นๆของแต่ละประเทศ ซึ่งสำหรับเกาหลี นาทีนี้ต้องยกให้ แนวซอมบี้ จากความสำเร็จของ Train To Busan

 

- สิ่งที่สร้างความตกใจ ให้กับคอหนัง คือความเหมือนกันของ Kingdom และหนังที่เข้าฉายไปเมื่อปลายปีที่แล้วอย่าง Rampant จนเกิดคำถามว่า ใครมาก่อนมาหลังกันแน่ และการที่มีหนังหรือซีรีส์ที่เกี่ยวกับซอมบี้ย้อนยุค เข้าฉายไล่เลี่ยกัน ส่งผลดีและผลเสียอย่างไร ซึ่งผู้เขียนบทของ Kingdom ก็ออกตัวชัดเจนว่าเธอมีไอเดียเกี่ยวกับ ซอมบี้ในสมัยราชวงศ์โชซอน มาเป็นเวลานานเกือบ 8 ปีแล้ว

 

- ความสำเร็จของ Kingdom พิสูจน์ได้จากกระแสนิยมในสัปดาห์แรกของการฉาย ที่คอหนังต่างพูดถึงกันอย่างไม่หยุดหย่อนใน Social Media ซึ่งทาง Netflix ได้คาดการณ์ล่วงหน้าไว้แล้ว ว่ามันจะต้องฮิต จนอนุมัติสร้าง Season 2 ไว้ล่วงหน้าเลย ซึ่งสิ่งที่โดดเด่นของ Kingdom ซีซั่นแรก ไม่ใช่แค่ฉากบู๊เกี่ยวกับซอมบี้เท่านั้น แต่พล็อตเรื่องการแย่งชิงราชบัลลังก์ก็สนุกไม่แพ้กันอีกด้วย

*******************

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา วงการบันเทิงเกาหลี โดยเฉพาะแวดวงภาพยนตร์และซีรีส์
ดูเหมือนว่าจะถูกโฉลกกับ "ซอมบี้" มากเป็นพิเศษ

เรียกว่าเป็นสิ่งมีชีวิต (ที่ไม่มีชีวิต) ที่มีคุณูปการ ต่ออุตสาหกรรมบันเทิงที่บ้านเค้าอย่างมาก
จนถ้าเรามีหน้าที่ในกระทรวงวัฒนธรรม คงมอบโล่ห์เชิดชูให้เหล่าซอมบี้ไปแล้ว


 

          ตั้งแต่ต้นยุค 2000 กระแสความนิยมในหนังและซีรีส์เกาหลี ที่ไทยก็เริ่มขึ้น
นับตั้งแต่ My Sassy Girl และ Full House แล้วไม่เคยจางหายไปไหน มีเพียงช่วงขึ้นๆลงๆบ้าง ตามประสา

แต่การมาของ Train To Busan เมื่อปี 2016 เหมือนเป็นการยกระดับความนิยมของหนังเกาหลีขึ้นไปอีกขั้น
หนังแอ็กชันซอมบี้เรื่องดังกล่าว กวาดรายได้ในไทยไปมากถึง 73 ล้านบาท
เกินความคาดหมายของผู้จัดจำหน่ายไปมากโข ด้วยกระแสปากต่อปาก
ที่ชื่นชมไม่เพียงแต่ฉากแอ็กชันที่ทำได้น่าตื่นเต้น รวมถึงประเด็นดรามาครอบครัวและเสียดสีสังคม
ที่เล่าออกมาอย่างกลมกล่อม (หรือแม้แต่ กระแสความกรี๊ด กงยู ก็มีผล)

******************* 

          ดังนั้นในวันที่ Netflix พยายามจะขยายอาณาจักรให้ครอบคลุมทั่วโลก
(อ่านเพิ่มเติมในคอลัมน์ So Watch ของสัปดาห์ที่แล้วได้นะครับ)
การค้นหา Original Content จากประเทศต่างๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญ
และทำให้หนังและซีรีส์ใน Platform นี้ หลากหลายมากยิ่งขึ้น

การผลิตซีรีส์ต้นฉบับจากประเทศต่างๆนั้น
เขามีการพยายามจะหยิบจุดเด่นของแต่ละภูมิภาคมาเป็นตัวชูโรง

อาทิ ฮ่องกง ก็จะโดดเด่นเรื่องหนังแนวตำรวจ เจ้าพ่อมาเฟีย

อินโดนีเซีย ก็จะโดดเด่นเรื่อง หนังแอ็กชันที่ฉากบู๊ถึงเลือดถึงเนื้อ
(อย่างที่ผลิต The Night Comes For Us ออกมาแล้ว)
 
หนังไทย ก็จะโดดเด่นเรื่องหนังผี
(ในขณะนี้ ก็กำลังมีการสร้างซีรีส์จากไทย โดยผู้กำกับลัดดาแลนด์)

 ********************

          ถ้ามองไปทางเกาหลี ปัจจุบัน Netflix ก็มีการซื้อซีรีส์ที่ฉายจากทางช่องทีวี
มาลงให้ได้ดูพร้อมกันทั่วโลกอยู่แล้ว อาทิ Mr.Sunshine และล่าสุดคือ Memories of Alhambra

ดังนั้น เมื่อเขาพยายามจะสร้าง Original Series ของตัวเองขึ้นมา
จึงพยายามมองหาจุดแข็ง ที่ไม่เพียงแต่จะโดนใจผู้ชมในเกาหลีเท่านั้น
แต่ยังได้รับการตอบรับที่ดีจากคนดูทั่วโลกด้วย

เขาจึงมองไปเห็น Train To Busan
และมองไปเห็น องค์ประกอบที่สำคัญสุดของหนัง นั่นคือ ซอมบี้ นั่นเอง


********************
 

          สำหรับเราแล้ว ความรู้จัก Kingdom เกิดขึ้นครั้งแรก เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว
เมื่อทีมงาน Netflix ได้ชักชวนให้เราไปร่วมงานที่ประเทศสิงคโปร์
โดยในงานนี้จะมีการฉายรอบปฐมทัศน์ของซีรีส์เรื่องนี้
โดยให้เหล่าบรรดาสื่อมวลชนจากประเทศต่างๆ ได้รับชม 2 ตอนแรกก่อนใคร


เพื่อเตรียมตัวในการสัมภาษณ์สองนักแสดงนำในวันถัดมา นั่นก็คือ "จูจีฮุน"
พระเอกที่คนไทยรู้จักกันดี หลังจากแจ้งเกิดในซีรีส์สุดฮิตอย่าง Princess Hour
และ "ริวซึงยอง" นักแสดงคุณภาพที่เราชื่นชอบผลงานเขาอย่างมาก อย่าง Miracle In Cell No.7

 

          ก่อนไปดูจึงทำการบ้านเกี่ยวกับซีรีส์มาเล็กน้อย
(ซึ่งเล็กน้อยจริงๆครับ เพราะตอนนั้นยังไม่มีข้อมูลอะไรปล่อยออกมามากนัก)

ความน่าตกใจคือ พออ่านเรื่องย่อ
ทำไมมันช่างใกล้เคียงกับหนังที่เราเพิ่งดูไปจังเลย นั่นคือเรื่อง "Rampant”
ถ้าเล่าคร่าวๆ ทั้งสองเรื่องก็จะเกี่ยวกับ เหตุการณ์ซอมบี้ระบาดในเกาหลี ที่สมัยยุคราชวงศ์โชซอน



ความเหมือนไม่ใช่แค่พล็อต แต่ตัวละครของทั้งสองเรื่อง คล้ายกันจนน่าตกใจ
เพราะพระเอกในเรื่องต่างเป็น องค์รัชทายาทที่ถูกกีดกันจากวังหลวงเหมือนกัน
ต้องเดินทางไปยังจังหวัดที่ห่างไกล เพื่อสืบเรื่องราวการระบาดของโรคร้าย
ที่ว่ากันว่า ทำให้ผู้คนกลายเป็นผีดิบ แถมองค์ชายยังมีผู้ติดตามอีก 1 คน เหมือนกันทั้งสองเรื่อง
เพียงแต่ใน Rampant ผู้ติดตามจะเป็นขันที ส่วนใน Kingdom เป็นองครักษ์ฝีมือเยี่ยม

 

         
นอกจากพล็อตเรื่องซอมบี้แล้ว ตัวร้ายในหนังยังคล้ายคลึงกันอีกด้วย
เพราะต่างวางให้เป็น ขุนนางขั้นสูง ใกล้ชิดพระราชา
และต่างมีแผนจะล้มราชบัลลังก์ และยึดครองเสียเอง (เริ่มเหมือนจนน่าตกใจ)



ไม่เพียงเท่านั้น การเลือกนักแสดงมา ก็ยังใกล้เคียง บทพระเอกแน่นอนว่าต้องเป็นหนุ่มหล่อ
ใน Rampant ก็จะเป็นฮยอนบิน

ส่วน Kingdom เป็นจูจีฮุน



แต่ดันเหมือนกันไปอีก ก็คือการเอานักแสดงรุ่นใหญ่ ที่ปกติเป็นพระเอกในหนัง มาพลิกเป็นตัวร้าย
ใน Rampantดึงเอารุ่นเดอะ อย่าง จางดองกัน มาพลิกเป็นบทร้าย
ส่วน Kingdom ใช้งาน ริวซึงยอง อย่างที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ (นี่มันจะเหมือนมากเกินไปแล้วนะ)

 
*******************

          จากความเหมือนเหล่านี้ การเดินเข้าไปดูรอบปฐมทัศน์ของ Kingdom (ซึ่งฉายในโรงหนังนะครับ)
จึงพร้อมจะเปรียบเทียบหลายอย่าง ปรากฏว่า นอกจากพล็อตที่เหมือน
แต่ Mood & Tone มีความต่างกันโดยสิ้นเชิง



ส่วนตัวคิดว่า Rampant มีความเถิดเทิงมากกว่า ใส่องค์ประกอบที่ตลกเข้าไป
ส่วน Kingdom จะรักษาความซีเรียส และตึงเครียดไว้โดยตลอด
เปรียบเทียบง่ายๆ ก็เหมือน Rampant เป็นหนังมาร์เวล ส่วน Kingdom มาจากดีซีเลย

 *******************

          ส่วนตัวความรู้สึกในการดู Kingdom อาจจะต่างจากคนอื่นเล็กน้อย
เพราะต้องดู EP1-2 และ EP3-6 ห่างกันถึง 3 เดือน (ในซีซั่นแรกมีความยาว 6 ตอนจบ)
และปัญหาก็คือว่า สองตอนแรก มันเป็นแค่การปูเรื่อง ระหว่างดูจึงรู้สึกง่วงนอนเหลือเกิน
แล้วพอจบ ก็รู้สึกว่า มันแค่กำลังจะสนุก ความรู้สึกที่มีต่อซีรีส์ในตอนนั้น จึงครึ่งๆกลางๆ
น่าเบื่อในตอนแรก แต่สนุกในตอนหลัง



พอซีรีส์เต็มๆลง Netflix ในช่วงปลายเดือนมกราคม จึงลองดูอีก 4 ตอนที่เหลือ
(ซึ่งเกือบลืมเรื่องราวในสองตอนแรกไปแล้ว)
ปรากฏว่า มันสนุกมาก ความรู้สึกต่อภาพรวมของ Kingdom เปลี่ยนไปเลย
ครึ่งหลังของซีรีส์ คือทั้งตื่นเต้น ทั้งลุ้นระทึกกับการเอาตัวรอดของตัวละครจากกองทัพซอมบี้
ที่พูดเลยว่า ผู้สร้างไม่งกจำนวนซอมบี้ ปล่อยมาเต็ม ในปริมาณมหาศาลมากๆ

 

          อีกหนึ่งจุดเด่นที่อาจทำให้ Kingdom เอาชนะ Rampant ไปได้
คือการวางตัวเองไว้ ว่าจะเล่าเรื่องแบบจริงจัง
ทำให้พอถึงซีนที่ต้องลุ้น มันก็ลุ้นแบบเอาเป็นเอาตาย

คนดูรู้สึกว่า มีโอกาสเสมอที่ตัวละครสำคัญอาจจะตายได้
(เพราะผู้สร้างพยายามให้เราเห็นว่า ฉันเอาจริงนะ ฉันซีเรียส ไม่ได้มาตลกๆ)
พอวางตัวเองไว้ว่า ซีรีส์เรื่องนี้จะจริงจัง ก็ส่งผลดี ต่อพล็อตเรื่องการชิงราชบัลลังก์อีกด้วย



ด้วยความเป็นซีรีส์ที่มีความยาวมากกว่าหนัง Kingdom จึงใช้ประโยชน์ตรงนี้
ในการวางเงื่อนไขต่างๆที่ค่อนข้างซับซ้อน ดังนั้น จึงเพิ่มดีกรีความเข้มข้น ในจุดนี้ไปอีกส่วนหนึ่ง
ทำให้ถ้าจะมอง Kingdom ในแง่ซีรีส์ซอมบี้ ก็ทำออกมาได้ลุ้นระทึก อย่างที่ควรจะเป็น
ถ้ามองในแง่ซีรีส์พีเรียดชิงบังลังก์ ก็ทำออกมาได้เข้มข้น ชวนติดตาม

 
*********************

          ย้อนกลับไปที่ทริปสิงคโปร์ ที่มีโอกาสได้สัมภาษณ์
กับสองนักแสดงนำ (จูจีฮุน และ ริวซึงยอง) แบบตัวต่อตัว
และพูดคุยกับผู้กำกับ (คิมซึงฮุน จาก The Tunnel) และผู้เขียนบท (คิมอึนฮี จาก Signal)
ในลักษณะ Round Table (คือการสัมภาษณ์แบบหมู่คณะ)
ทำให้ได้ทราบเรื่องราวความเป็นมาของซีรีส์เรื่องนี้พอสมควร

 

          อันที่จริงแล้ว คิมซึงฮุน นักเขียนบทมือทอง เจ้าของสคริปของซีรีส์เรื่องนี้นั้น
ได้ให้สัมภาษณ์กับบรรดาสื่อมวลชนจากประเทศไทยว่า

มีไอเดียเกี่ยวกับการเขียนละครซอมบี้ มาตั้งแต่ปี 2011 แล้ว
ดังนั้น ความสำเร็จของ Train To Busan จึงไม่ได้มีผลให้เธอ ริเริ่มไอเดียนี้
แต่เป็นตัวช่วยกระตุ้นให้โปรเจ็ค Kingdom เป็นจริงขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

ส่วนการมาของภาพยนตร์อย่าง Rampant ที่คอหนังมองว่าเป็นคู่แข่งกับ Kingdom
แต่ทั้งเธอและผู้กำกับซีรีส์ ต่างประสานเสียงให้คำตอบว่า
พวกเขาไม่คิดว่าเป็นคู่แข่ง แต่คิดว่าเป็นพวกเดียวกันมากกว่า

แทนที่พวกเขาจะเป็นกลุ่มเดียวที่สร้างเรื่องราวเกี่ยวกับซอมบี้
พวกเขากลับมีเพื่อนร่วมวงการ อีกทั้งยังยินดี ถ้าหนังเกี่ยวกับซอมบี้จะประสบความสำเร็จ
เพราะถ้าหนังทำเงิน ก็พิสูจน์ว่า คนเกาหลีนิยมหนังหรือซีรีส์เกี่ยวกับซอมบี้
ซึ่งจะส่งผลดีต่อผลงานของพวกเขาเองด้วย

 

          แต่สิ่งที่น่าสนใจ ภายใต้ความคิดของ คิมซึงฮุน นั้น
คือเธอไม่คิดว่าซอมบี้เป็นตัวละครที่น่ากลัวหรือน่าหวาดผวา แบบที่ผู้ชมทั่วไปรู้สึก

เธอกลับสงสารตัวละครเหล่านี้ และมองเห็นแต่ความเศร้าจากกลุ่มผีดิบ
ซึ่งตรงกับพระเอกอย่าง จูจีฮุน ที่มองว่า ตัวละครซอมบี้ในซีรีส์นั้น ไม่ต่างจากผู้ป่วย

ดังนั้น สิ่งที่เขาสัมผัสได้จากนักแสดงกลุ่มที่เล่นเป็นผีดิบ คือความรู้สึกเศร้าหมอง
ในขณะที่ ริวซึงยอง นักแสดงที่รับบทร้าย เสริมว่า
อันที่จริงแล้ว ตัวละครของเขา น่ากลัวกว่าซอมบี้ด้วยซ้ำ
เพราะซอมบี้ มีเพียงความรู้สึกหิวกระหาย แต่กับบทขุนนางที่เขาแสดงนั้น
มีทั้งความโลภ ความมักใหญ่ใฝ่สูง ซึ่งน่ากลัวและอันตรายกว่าซอมบี้ยิ่งนัก
เขามองว่าตัวละครนี้ มีความเป็นปีศาจยิ่งกว่าผีดิบเสียอีก

 

          การที่ Kingdom จะได้ฉายพร้อมกันถึง 190 ประเทศทั่วโลกผ่าน Netflix
เป็นสิ่งที่ทีมงานทุกคนล้วนตื่นเต้น เพราะผู้ชมแต่ละมุมโลกก็มีวัฒนธรรมที่ต่างกัน

แต่พวกเขาเชื่อว่า ความรู้สึกที่ซีรีส์ถ่ายทอดไปนั้น เป็นเรื่องราวสากลที่ทุกคนสัมผัสได้
โดยจีจูฮุน เสริมว่า คนดูจากที่ต่างๆทั่วโลก น่าจะตื่นเต้น
และได้สัมผัสความสดใหม่ เกี่ยวกับเกาหลี ที่อาจจะยังไม่เคยเห็น
แต่ในแง่ของพล็อตหนัง เรื่องราวความโลภ การชิงราชบัลลังค์ มันคือเรื่องราวสากล
ที่ทุกคนน่าจะคุ้นเคยอย่างแน่นอน


 

          สำหรับผู้อ่านท่านไหนที่อยากรับชมคลิปสัมภาษณ์นักแสดงนำแบบเต็มๆ
ผมได้ทำเพื่อออกอากาศทางช่อง GMM25 น่าจะลงใน YouTube ให้ติดตามย้อนหลังกันได้

ส่วนใครที่ยังลังเลว่า ควรจะดู Kingdom ดีหรือไม่ เชียร์ให้ลองดูเลยครับ
เพราะซีซั่นแรกมีความยาวเพียงแค่ 6 ตอนเท่านั้น เฉลี่ยตอนละ 45 นาที

******************

รับประกันว่า เผลอแป้ปเดียวก็ดูจบแล้ว และแทบจะรอซีซั่นต่อไป ไม่ไหวกันเลยทีเดียว
ซึ่งข่าวดีคือ มีการประกาศสร้าง Season 2 กันไปแล้ว ส่วนข่าวร้ายคือ
Season 2 จะเปิดกล้องภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ ด้วยงานโปรดักชันที่ค่อนข้างใหญ่โต
เลยคาดเดากันว่า ช่วงเวลาที่เราน่าจะได้ดู Kingdom กันต่อ
อาจจะเป็นช่วงเวลานี้ของปีหน้ากันเลยทีเดียว (รอกันไปยาวๆนะครับ)

 

********************

 

เกร็ดน่าสนใจเกี่ยวกับ Kingdom

 

  • ในขณะที่ผู้กำกับและผู้เขียนบท ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับผลกระทบจาก Train To Busan ทั้งคู่ก็เสริมว่า อันที่จริงแล้ว เมืองใน Kingdom ที่ซอมบี้เริ่มระบาด คือ เมืองข้างๆปูซาน แล้วค่อยๆแพร่มายังเมืองหลวง ซึ่งสลับกับ Train To Busan ที่ซอมบี้เริ่มแพร่ระบาดจากเมืองหลวง (นั่นคือ โซล) แล้วค่อยๆแพร่ไปทางปูซาน (สวนทางกันนั่นเอง)

 

  • มีรายงานข่าวในช่วงคัดเลือกนักแสดงว่า เดิมทีบทพระเอก ถูกนำเสนอให้ ซงจุงกิ จาก Descendants of the Sun แต่เขาปฏิเสธบทดังกล่าว ทำให้บทองค์รัชทายาทในซีรีส์ ตกเป็นของ จูจีฮุน ในที่สุด

  • มีรายงานว่า Kingdom ใช้งบทะลุไปถึงตอนละ 7 ล้านเหรียญฯ หรือมากถึงตอนละ 59 ล้านบาท เลยทีเดียว ถ้านำมาบวกทั้งซีซั่น ต้นทุนของ Kingdom ซีซั่นแรก จะสูงถึง 300 ล้านบาท อลังการงานสร้างมาก
************************

SO WATCH 
BY GOSSIPGUN

บันเทิง