SO WATCH BY GOSSIPGUN |

SO WATCH BY GOSSIPGUN


เจาะลึกหนังโปรแกรมใหญ่สัปดาห์นี้ Alita และ Friend Zone

HIGHLIGHTS

 

- หลายครั้งที่เวลามีหนังฟอร์มยักษ์จากฮอลลีวู้ดเข้าฉาย หนังไทยก็มักจะเลื่อนหนี ไม่วางโปรแกรมชน แต่ไม่ใช่สำหรับค่ายหนัง GDH ที่เคยท้าชนหนังใหญ่มาแล้ว สมัยลัดดาแลนด์ ก็วางโปรแกรมชนกับ Thor อย่างจัง สมัยพี่มาก..พระโขนง ก็ขอชน G.I.Joe : Retaliation แล้วก็สามารถกวาดเงินได้อย่างงดงามทุกครั้ง สัปดาห์นี้ เลยขอส่ง Friend Zone ออกมาชน Alita : Battle Angel ซึ่งน่าติดตามว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร

 

- Friend Zone ระวัง..สิ้นสุดทางเพื่อน ผลงานล่าสุดของ หมู ชยนพ ที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว กับการทำหนังวัยรุ่น อย่าง Suck Seed ห่วยขั้นเทพ และ เมย์ไหน..ไฟแรงเฟร่อ ที่ขอขยับอายุตัวละครในหนัง ให้โตขึ้น จากผลงานชิ้นก่อนๆ ต้องมาติดตามกันว่า จะโดนใจผู้ชมแบบงานก่อนๆหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ Friend Zone ขอจัดเต็มเรื่องมุกตลก ซึ่งถือว่าเป็นงานที่ผู้กำกับท่านนี้ ถนัดอยู่แล้ว โดยเฉพาะจังหวะการปล่อยมุก ที่แม้จะเล่นใหญ่ แต่ก็โดนทุกดอก

 

- Alita : Battle Angel หนังแห่งความฝันของ เจมส์ คาเมรอน จาก Avatar ที่รอคอยจะสร้างเรื่องนี้มานาน แต่เพราะคิวที่ไม่ลงตัว เลยต้องให้คนอื่นมากำกับแทน ต้องมาติดตามกันว่า หนังไซไฟฟอร์มยักษ์เรื่องนี้ แม้เขาจะไม่ได้กำกับเอง แต่จะออกมาในแบบที่ลุงเจมส์ แกคาดฝันไว้หรือไม่ หลังจากถ่ายทำไปตั้งแต่ปี 2016 และใช้เวลาในการทำคอมพิวเตอร์กราฟฟิคอยู่นาน จากตัวอย่างและคลิปบางส่วนที่ปล่อยออกมา ถือว่าน่าตื่นตามากเลยทีเดียว แต่ในหนังฉบับเต็ม จะจัดเต็มแบบที่แฟนๆคาดหวังไว้หรือเปล่า ?

 

***************

             หลังกองทัพหนังใหม่ถาโถมเข้าฉายตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรากฏว่าสุดสัปดาห์นี้ มีหนังเข้าฉายในบ้านเรา ในวงกว้าง เพียงแค่ 2 เรื่องเท่านั้น เพราะถือว่าเป็นหนังโปรแกรมใหญ่ มีโอกาสทำรายได้ในไทยเป็นอย่างมากทั้งคู่

 

                   เรื่องแรกคือ “Alita : Battle Angel” หนังแอ็กชันไซไฟฟอร์มยักษ์ ที่ใช้ทุนสร้างไปมหาศาลถึง 170 ล้านเหรียญฯ (และมีข่าวลือว่าทุนสร้างอาจจะบานปลายไปถึง 230 ล้านเหรียญฯ) มาพร้อมกับฉากบู๊ที่น่าตื่นตา และงาน CG แบบอัดแน่น ถูกใจคอหนังชาวไทยอย่างแน่นอน ลืมไปได้เลยว่าจะไม่คุ้มค่าตั๋ว โดยหนังขายชื่อของ เจมส์ คาเมรอน ผู้กำกับ Avatar และ Titanic เป็นหลัก ซึ่งทำหน้าที่อำนวยการสร้างหนังเรื่องนี้ อันที่จริง เขาเองวางแผนอยากจะกำกับหนังเรื่องนี้ด้วยตัวเอง เพราะเป็นโปรเจ็คในฝันมาอย่างยาวนาน แต่ดันติดทำหนังเล็กๆเรื่อง Avatar 2 (แซวๆ) เลยทำให้ไม่สามารถสละเวลามาคุมโปรเจ็คนี้ได้อย่างเต็มตัว จึงสละเก้าอี้ผู้กำกับให้กับ โรเบิร์ต รอดริเกซ ผู้กำกับรุ่นน้องที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลไม่แพ้กัน จาก Sin City งานนี้หนังจะออกมาน่าดูชมขนาดไหน เดี๋ยวเราจะค่อยๆเล่าให้ฟังกัน


               โดยปกติแล้ว เวลามีหนังฮอลลีวู้ดฟอร์มมหึมาเข้าฉาย ค่ายหนังต่างๆก็มักจะหลบหลีก ไม่เสี่ยงเอาหนังตัวเองไปเข้าฉาย เพราะกลัวจะถูกเบียดรอบ จนตกโปรแกรม แต่ไม่ใช่กับค่ายหนังอารมณ์ดีอย่าง GDH ครับ เพราะหนังทุกเรื่องของค่ายนี้ ถือว่าเป็นโปรแกรมใหญ่ยักษ์ทั้งหมด การันตีโดยรายได้จากเรื่องก่อนๆ ที่ไม่ต้องเกรงกลัวค่ายใด แม้แต่หนังฝรั่งฟอร์มโต ก็ท้าชนมาหมดแล้ว โดยเฉพาะหนังของค่ายเมื่อเป็น แนวโรแมนติกเบาสมอง ยิ่งเข้าทาง



                        สัปดาห์นี้ ทางค่ายมีหนังใหม่ ที่ชื่อว่า “Friend Zone ระวัง..สิ้นสุดทางเพื่อน" มาเข้าฉาย แถมวางโปรแกรมตรงกับวาเลนไทน์อีกต่างหาก เรียกว่าเข้าทางไปซะทุกอย่าง งานนี้มาติดตามกันครับว่า ระหว่างทั้งสองเรื่อง จะมีข้อดีข้อด้อย ต่างกันอย่างไรบ้าง เพื่อเป็นไกด์สำหรับผู้อ่าน ในการเลือกชมภาพยนตร์สัปดาห์นี้

 


***************

          เริ่มต้นกันด้วย ฟากหนังไทยกันก่อนครับ สำหรับ Friend Zone ระวัง..สิ้นสุดทางเพื่อน


            ผลงานล่าสุดของ พี่หมู ชยนพ ที่แจ้งเกิดมากับ Suck Seed ห่วยขั้นเทพ ก่อนที่จะสานต่อความสำเร็จด้วยหนังวัยรุ่นอีกเรื่องอย่าง เมย์ไหน..ไฟแรงเฟร่อ ซึ่งทั้งสองเรื่อง โดดเด่นอย่างมาก กับจังหวะตลกที่ค่อนข้างโฉ่งฉ่าง แต่จี้ต่อมฮาของคนดูได้เป๊ะมาก เรียกว่ามีมุกที่เล่นแล้วพลาด ไม่ฮา ค่อนข้างน้อย ก่อนที่่จะมาเป็นส่วนหนึ่งของผู้กำกับ พรจากฟ้า ซึ่งพี่หมู กำกับตอน  ยามเย็น ตอนที่จังหวะสบาย กำลังดีมากที่สุดในหนัง จนกระทั่งผลงานล่าสุดนี้ ที่ดึงเอา นาย ณภัทร พระเอกที่เคยร่วมงานกันมาแล้วจาก พรจากฟ้า มาขึ้นแท่นเป็นพระเอกหนังใหญ่อย่างเต็มตัว เป็นเรื่องแรก

 

                พี่หมูเล่าระหว่างสัมภาษณ์ออกรายการว่า ไอเดียหนังเรื่องนี้ มาจากตัวของเขาเอง ก่อนที่จะมาเป็นผู้กำกับ เคยทำอาชีพเป็นสจวร์ตมาก่อน แล้วมักจะได้เห็นความสัมพันธ์ในลักษณะเพื่อนแอบรักเพื่อน แต่ไม่สามารถข้ามเส้นกั้น จากเพื่อนไปเป็นแฟนได้ จึงหยิบไอเดียนี้ มาเสนอพี่เก้ง (จิระ มะลิกุล) จนพี่เก้งเห็นว่า สามารถขยายเป็นหนังได้ จึงพัฒนาต่อ จนกลายมาเป็น Friend Zone ระวัง..สิ้นสุดทางเพื่อน ที่เข้าฉายในโรงภาพยนตร์สัปดาห์นี้

            
               ในฟากของนักแสดง พี่หมูดึงเอา นาย ณภัทร กลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง ในบทของ ปาล์ม สจวร์ตหนุ่ม (ที่ไม่รู้พื้นฐานตัวละครมาจากพี่หมูหรือไม่) ที่แอบหลงรักเพื่อนสนิทมาตั้งแต่สมัยเรียน มัธยมปลาย ซึ่งเพื่อนคนนี้คือ กิ๊ง ที่ได้ ใบเฟิร์ม พิมพ์ชนก มาสวมบทนี้ ซึ่งพี่หมูเผยว่า ใบเฟิร์น คือตัวเลือกที่เพอร์เฟคสำหรับตัวละครนี้อย่างมาก เป็นแบบที่เขาคิดไว้เลย และแม้ใบเฟิร์น จะแสดงนำในหนังไทยมาหลายเรื่อง แต่นี่ถือเป็นครั้งแรกที่เธอได้ร่วมงานกับค่ายหนังในฝันอย่าง GDH


                   Friend Zone พาเราไปสำรวจเส้นทางความสัมพันธ์ในแบบเพื่อนที่อยากจะเกินเพื่อน ของปาล์มและกิ๊ง ตลอดระยะเวลา 10 ปีครับ ตั้งแต่เรียนมัธยมปลาย จนวัยทำงาน โดยหนังเลือกสำรวจตัวละครในช่วงเวลาต่างๆ จนมาโฟกัสในช่วงใกล้ๆปัจจุบัน ที่กิ๊ง มีปัญหาความรัก เมื่อแฟนหนุ่มรุ่นใหญ่ของเธอ อย่างพี่เท็ด (รับบทโดย เจสัน ยัง) ต้องเดินทางไปต่างประเทศบ่อยๆ เพราะต้องไปคุมการอัดเสียงของบรรดานักร้องในหลายๆประเทศ ทำให้กิ๊งเริ่มสงสัยว่าแฟนหนุ่มของเธอ กำลังจะนอกใจ เลยลากเพื่อนสนิทอย่าง ปาล์ม ตระเวนไปตามเมืองต่างๆ เพื่อจับตามองผู้ชายของเธออย่างใกล้ชิด กลายเป็นว่า ปาล์ม ได้ใช้เวลาในช่วงนี้ ใกล้ชิดกับกิ๊งมากเป็นพิเศษ และเป็นช่วงเวลาที่หัวใจของกิ๊งนั้น กำลังว้าวุ่นแบบสุดๆ

 

             ถ้าจะจัดประเภทหนังของค่าย GDH ในแง่ว่าเรื่องไหน มีโอกาสลุ้นทำรายได้มากน้อยขนาดไหน เรื่องนี้คงอยู่ในกลุ่ม Super Mass ครับ คือสร้างออกมา เพื่อหวังว่าจะเข้าถึงคนไทยกลุ่มมากที่สุดอย่างแน่นอน เพราะมันคือหนัง โรแมนติกเบาสมอง ที่เน้นมาทางตลกเป็นหลัก แบบเดียวกับที่ทางค่าย เคยประสบความสำเร็ํจมาแล้ว จากทั้ง ไอฟาย แต้งกิ้ว เลิฟยู, ATM เออรัก เออเร่อ และน้องพี่ที่รัก เมื่อปีที่แล้ว และตัวหนังเองก็เป็นเช่นนั้นครับ หนังเกียร์มาทางตลกนำ ซึ่งถูกทางผู้กำกับ หมู ชยนพ มาก ที่จังหวะมุกอันแม่นยำ คือจุดเด่นในหนังของเขา และมันก็กลายเป็นจุดเด่นในหนังเรื่องนี้เช่นกัน แม้จะไม่ได้ปล่อยมุกกันแบบเรี่ยราด เหมือนหนังตลกเพียวๆเรื่องอื่น แต่ทุกครั้งที่จะเล่นอะไรบางอย่าง มักเวิร์กเสมอ ส่วนตัวให้คะแนนความตลก มากกว่าที่คาดเอาไว้ เพราะในตัวอย่างหนัง เรายังฮาบ้างไม่ฮาบ้าง แต่ในหนัง ยังมีมุกดีๆซ่อนอยู่เพียบ แต่ที่เรียกเสียงฮาแถมด้วยปรบมือจากผู้ชมมากที่สุด คงหนีไม่พ้น มุกตลกที่เล่นกับผู้สนับสนุน ส่วนจะเป็นอะไรนั้น คงต้องไปติดตามในหนังเอาเอง

 

          นอกจากจังหวะตลกที่ถือว่าทำได้ดีแล้ว จังหวะดราม่า และโรแมนติกในหนัง ยังถือว่าสอบผ่านอย่างสบายๆ ทุกครั้งที่หนังพยายามจะเล่นกับอารมณ์คนดู หนังก็ตรึงผู้ชมได้อย่างอยู่หมัด โดยเฉพาะฉากที่มีการเหมือนจะแสดงความรู้สึกของสองตัวละครนำ ไม่ว่าจะช่วงเวลาไหนในเรื่องก็ตาม ก็ทำเอาคนดูลุ้นตามตัวละครไปได้ จนบางซีนแทบจะกลั้นหายใจ ทั้งๆที่เรารู้กันตั้งแต่ชื่อเรื่องแล้ว ว่าสองคนนี้เค้าชอบกัน แค่เค้าไม่ยอมบอกรักกันเพราะความเป็นเพื่อนมาขวางกั้น ทั้งๆที่รู้อยู่แล้วตั้งแต่เปิดเรื่อง แต่ก็ตื่นเต้นทุกที เวลาที่ปาล์มกับกิ๊ง จะเปิดใจ อีกหนึ่งจุดดีของหนัง คือช่วงไคลแม็กซ์ ที่หนังไม่พยายามจะขยี้และลากยาวจนเกินไป ซึ่งถือว่าเป็นข้อเสียในหนัง GDH ยุคหลังๆหลายเรื่องเหมืิอนกัน ที่มักจะยืดช่วงใกล้จบจนเกินพอดี แต่เรื่องนี้ไม่เป็นเช่นนั้น

 

       
               เสน่ห์ส่วนใหญ่ของหนัง มาจากเคมีระหว่างสองนักแสดงนำ นั่นคือ นายและใบเฟิร์น ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญมาก สำหรับเรื่องนี้ ถ้าเคมีของทั้งคู่ไม่มี หนังคว่ำแน่นอน แต่ในเรื่อง เราจับเคมีของทั้งคู่ได้ตั้งแต่ฉากแรกๆ แล้วค่อยๆเพิ่มขึ้นเรื่อยๆด้วย ทำให้คนดูลุ้นตลอดเวลา ว่าความสัมพันธ์ของพวกเขา จะลงเอยอย่างไร สำหรับน้องนาย กับการขึ้นแท่นพระเอกหนังใหญ่เรื่องแรก ถือว่าทำได้ดีพอสมควร เพิ่มเสน่ห์ให้กับหนังค่อนข้างมาก แต่ส่วนตัวแอบชอบคาแร็คเตอร์ของนาย แบบในพรจากฟ้า มากกว่า ซึ่งในเรื่องนี้ ยังไม่น่าตกหลุมรักเท่าเรื่องนั้น ส่วนการแสดงของใบเฟิร์น ถือว่าสอบผ่านแบบสบายๆ เอาตัวละครนี้ได้อยู่หมัด ซึ่งใบเฟิร์นเล่นอย่างพอดี ใส่ความน่ารักน่าสงสารลงไป จนคนดูตกหลุมรักกับกิ๊ง ซึ่งเป็นบทที่อันตรายมาก เพราะถ้านักแสดงเล่นไม่พอดี กิ๊งจะกลายเป็นตัวละครที่น่ารำคาญในสายตาหลายๆคนไปเลย โดยเฉพาะช่วงที่มีปัญหาเรื่องความรัก ถ้าเล่นเยอะไป คนดูจะไม่อยากเอาใจช่วย

 

         
               ความเพลิดเพลินระหว่างดูอีกอย่างของ Friend Zone คือการที่หนังพาคนดูไปหลากหลายโลเคชั่น ในหลายประเทศมาก เพราะตัวละครกิ๊ง ต้องตามไปจับกิ๊กของพี่เท็ด ดังนั้น เราจะได้เห็นฉากทั้งใน ฮ่องกง, พม่า, มาเลเซีย หรือแม้แต่ในประเทศไทย ก็ไปทั้งเหนือ ทั้งใต้ เรียกว่า สบายตาอย่างมาก แต่อาจจะลำบากกระเป๋าสตางค์ เพราะเชื่อว่าดูหนังจบแล้ว ก็ต้องอยากไปเที่ยวที่ไหนซักแห่ง ถ้าอยากไปหลายที่ ก็ลำบากเงินเดือนมากหน่อย ด้วยสถานที่ในหนังที่ไม่ค่อยซ้ำ ทำให้ภาพในหนังที่ออกมา ดูสดใหม่พอสมควร เมื่อเทียบกับหนังไทยทั่วไป

 

         
               สรุปแล้ว Friend Zone ระวัง..สิ้นสุดทางเพื่อน จัดเข้ากลุ่มหนังไทยที่ดูสนุก ดูเพลิน ย่อยง่ายสบายอารมณ์ จะเคยแอบรักเพื่อนหรือไม่เคย ก็น่าจะเอ็นจอยกับหนังได้หมด เพราะสร้างออกมา เพื่อให้คนดูส่วนใหญ่ สามารถอินตามได้ ขำตามได้ เน้นความบันเทิงเป็นหลัก

 

*************** 

          อีกหนึ่งโปรแกรมยักษ์ใหญ่ ที่เข้าฉายชนกันในสัปดาห์นี้ คือ Alita : Battle Angel

               อย่างที่เกริ่นไป ว่านี่คือโปรเจ็ค ที่ เจมส์ คาเมรอน ปลุกปั้นมาอย่างยาวนาน ต้นฉบับคือการ์ตูนมังงะจากญี่ปุ่น ที่ลุงเจมส์ แกอ่านแล้วถูกโฉลกเข้าอย่างจัง จึงตัดสินใจ ซื้อลิขสิทธิ์มาสร้างเป็นหนังฮอลลีวู้ด พร้อมลงมือเขียนบทหนังด้วยตัวเอง และวางแผนจะกำกับเองด้วย แต่ดันติดคิวพัฒนาภาคต่อของ Avatar ที่แพลนจะสร้างต่อมากถึง 4 ภาค ลุงเจมส์เลยส่งร่างอวตารของตัวเอง มากำกับหนังแทน นั่นคือ โรเบิร์ต รอดริเกซ ที่โด่งดังจากหนังแอ็กชันสายดาร์ก ไม่ว่าจะเป็น Sin City, From Dusk Till Dawn และ Desperado

 

          Alita พาผู้ชมข้ามไปยังโลกอนาคต ปี ค.ศ.2563 เมื่อเมืองส่วนใหญ่ในโลกถูกทำลาย เพราะสงครามครั้งใหญ่ เหลือเพียงไม่กี่เมืองเท่านั้นที่ยังดำรงอยู่ต่อ หนังเล่าเรื่องราวของ ดร.อิโด หมอผ่าตัดหุ่นยนต์ (รับบทโดย คริสทอฟท์ วอล์ซ ที่ปกติเล่นแต่บทร้าย แต่คราวนี้ขอพลิกมาเป็นชายใจดี) ที่ไปพบร่างบางส่วนของหุ่นยนต์สาวในกองขยะ เขาจึงนำกลับมายังคลีนิกเพื่อซ่อมแซม พร้อมกับตั้งชื่อให้กับเธอว่า "อลิต้า" ปัญหาคือ อลิต้า ตื่นมาแบบไร้ความทรงจำ เธอไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใครมาก่อน เธอพบเพียงว่า ตัวเองมีทักษะในการต่อสู้ที่เก่งกาจไม่แพ้ใคร และเธอเองนั้น กำลังถูกตามล่า โดยองค์กรลึกลับ ที่มองว่าเธอเป็นตัวอันตราย ต้องรีบกำจัดก่อนที่จะเป็นภัยในภายหลัง ส่วนเรื่องราวใน Alita จะเป็นอย่างไรต่อนั้น คงต้องไปติดตามในหนัง

 

         
            แม้ว่า เจมส์ คาเมรอน จะไม่ได้กำกับเรื่องนี้เอง แต่ Alita : Battle Angel มีกลิ่นอายความเป็นหนังสไตล์แกแบบเต็มๆ โดยเฉพาะงานภาพ ที่ถือว่าเป็นจุดเด่นสุดของหนัง งาน Visual ที่ตื่นตาอลังการ ผู้ชมจะได้สัมผัสโลกใบใหม่ ที่ถูกออกแบบมาอย่างน่าตื่นเต้น ไม่แพ้กับสมัย Avatar ที่ระหว่างดู เหมือนเราถูกดูดเข้าไปอยู่ในโลกอีกใบนึง ที่มีความต่างจากปัจจุบัน มีอะไรบางอย่างที่ชวนค้นหา ทำให้เราจับจ้อง และไม่ละสายตาจากหนังได้ตลอด 2 ชั่วโมง เพียงแค่งานภาพ และ CG ต่างๆ ก็ถือว่าคุ้มค่าตั๋วมากๆแล้ว สำหรับการเลือกจะไปดูหนังเรื่องนี้ในโรง เพราะ Alita ถูกออกแบบมาให้ดูบนจอที่ใหญ่มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อย่างผมที่เลือกดูในระบบ IMAX3D เพราะเชื่อว่าระบบนี้ น่าจะดึงศักยภาพของหนัง มาสู่ผู้ชมได้ดีที่สุด แล้วมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เหมือนเราถูกกลืนเข้าไปในโลกของอลิต้า ซึ่งนี่คือ เหตุผลที่ว่า ทำไมเราถึงยังควรดูหนังหลายๆเรื่อง ในโรงภาพยนตร์

 

          สิ่งที่ลุ้นที่สุดก่อนเข้าไปดู Alita : Battle Angel คือการสร้างคาแร็คเตอร์ของนางเอก ทั้งงานตัวละครและงานภาพครับ อย่างที่เราเห็นในภาพนิ่งและตัวอย่างที่ถูกปล่อยออกมาก่อนหน้านี้ เธอคือหุ่นยนต์ แต่มีสมองสั่งการและความรู้แบบมนุษย์ สิ่งที่น่าลุ้นคือ หนังจะทำตัวละครนี้ ออกมาให้น่าเชื่อถือได้ขนาดไหน และภาพที่ปรากฏบนจอตลอดทั้งเรืี่อง จะรู้สึกขัดตาหรือไม่ ปรากฏว่า อลิต้าในหนัง ทำออกมาเนียนและกลืนกับตัวละครอื่นไปเลย ระหว่างที่เราดู เรารู้ว่านี่คือหุ่นยนต์ แต่การกระทำต่างๆ มีความเป็นมนุษย์มากๆ และเราตกหลุมรักอลิต้าได้ตั้งแต่ซีนแรกๆ ด้วยความสดใสและจริงใจ ซึ่งภายใต้ตัวละครนี้ คือนักแสดงสาวที่ชื่อว่า โรซ่า ซาร์ลาซา (ที่เคยร่วมแสดงใน The Maze Runner) ซึ่งเธอมาแคสบทนี้ และเอาชนะนักแสดงดังๆอย่าง เซนดาย่า และเบลล่า ธอร์นไปได้

 

         
               นอกจากเธอแล้ว นักแสดงคนอื่นๆใน Alita : Battle Angel ล้วนใช้บริการดาราฝีมือดีแทบทั้งสิ้น หนังเรื่องนี้เป็นการรวมตัวกันของ 3 นักแสดงรางวัลออสการ์ ที่คว้ารางวัลในสาขานักแสดงสมทบกันมาแล้ว ที่โดดเด่นสุดในหนังคงหนีไม่พ้น คริสทอฟท์ วอล์ซ (จาก Django Unchained) ที่พลิกบทบาทมาเป็นคนดี แม้ลุคแกจะติดภาพตัวร้ายก็ตาม แต่เรื่องนี้ถือว่าสลัดภาพเหล่านั้นไปได้ ดูใจดี และอบอุ่นอย่างมาก ในแก๊งสามดาราเกรดเยี่ยม ถือว่าหนังใช้งานได้คุ้มค่ามากที่สุด ตามมาด้วย มาเฮอชาล่า อาลี (จาก Moonlight และเป็นตัวเต็งออสการ์ปีนี้อีกครั้งจาก Green Book) รับบท เว็กเตอร์ ตัวร้ายของเรื่องที่วางแผนการจะกำจัดอลิต้า ด้วยเหตุผลบางอย่างที่เธอเป็นภัยคุกคามเขา ปิดท้ายด้วย เจนนิเฟอร์ คอนเนลลี่ (จาก A Beautiful Mild) อีกหนึ่งละครในฝ่ายร้ายที่มีบทบาทสำคัญในเรื่อง แต่แอบน่าเสียดาย ที่ทั้งสองคนหลัง ไม่ค่อยมีอะไรให้ได้แสดงฝีมือมากนักในเรื่องนี้ เพราะบทของทั้งคู่ค่อนข้างแบน ยิ่งตัวละครของ มาเฮอชาล่า อาลี ยังไม่มีที่มาที่ไป มีเพียงบทของ เจนนิเฟอร์ คอนเนลลี่ ที่พอจะมีอะไรให้ติดตาม เกี่ยวกับปมตัวละครเธออยู่บ้าง

 

         
                  อีกหนึ่งปัญหาหลักของ Alita : Battle Angel อยู่ที่การวางโครงเรื่อง ที่หลายคนอาจจะพอทราบมาบ้าง ว่าหนังถูกวางไว้ในฐานะหนังปฐมบทเท่านั้น ดังนั้นตลอดระยะเวลา 2 ชั่วโมงของหนัง ยังมีอีกหลายปมของตัวละคร ที่ถูกปูทางเอาไว้ แต่ยังไม่เคลียร์ใดๆ เพราะมันจะนำไปสู่ภาคต่อ ณ จุดนี้ แอบหวาดเสียวแทน เพราะหนังใช้ทุนสร้างไปค่อนข้างมาก และกระแสในอเมริกาค่อนข้างเบา อาจจะยากใช่เล่น ที่หนังจะประสบความสำเร็จทางรายได้ จนถึงขั้นสตูดิโออนุมัติให้สร้างภาคต่อ ดังนั้น การที่หนังพยายามปูหลายๆอย่างเอาไว้สู่ภาคต่อ อาจจะไม่ใช่ผลดีนัก (เพราะหนังฟอร์มโตหลายเรื่อง เคยถูกทิ้งค้างไว้ สร้างได้แค่ภาคแรกเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็น The Golden Compass, Eragon หรือแม้แต่ Divergent ก็สร้างต่อได้ไม่จบ) จึงน่ากลัวอย่างมาก ที่ Alita อาจจะออกมาไม่สมบูรณ์อย่างที่ควรจะเป็น การหนังเลือกเล่าให้จบครบทุกปม แล้วภาคหน้าค่อยว่ากันใหม่ อาจจะดีต่อตัวหนังมากกว่าก็ได้

 

         
                  โดยรวม Alita : Battle Angel ถือว่าเป็นหนังไซไฟฟอร์มยักษ์ ที่ทำหน้าที่ของมันได้ดีทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานวิชวลที่ตื่นตาเป็นอย่างมาก รวมถึงฉากแอ็กชันที่สนุกลุ้นระทึก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฉากการแข่งขันมอเตอร์บอล กีฬาสุดล้ำในเรื่อง ที่ให้อารมณ์คล้ายแข่งรถแข่ง บวกกับการต่อสู้แบบปะทะ ทำออกมาได้อย่างสนุกและล้ำสมัย ถ้าไม่ซีเรียสเรื่องบทที่มีปัญหาบ้างนิดๆหน่อย ถือว่าหนังสร้างความบันเทิงได้อย่างเต็มเปี่ยมเลยทีเดียว คุ้มค่ากับที่รอคอยมาเป็นเวลายาวนาน เพราะหนังเรื่องนี้ถือว่ามีขั้นตอนการสร้างที่ใช้เวลามาราธอนมากๆ หนังเริ่มต้นถ่ายทำเมื่อ 3 ปีที่แล้ว และใช้เวลาในการทำ Post-Production ค่อนข้างนาน เป็นการรอคอยที่คุ้มค่าเลยทีเดียว

         

         
                  สรุปว่า หนังใหม่สัปดาห์นี้ทั้ง 2 เรื่องถือว่าคุ้มค่าตั๋ว ชอบแนวไหนก็สามารถเลือกชมกันได้ตามสะดวก สิ่งที่น่ายินดีคือ สัปดาห์นี้ โรงหนังจะได้กลับมาคึกคักอีกครั้ง เพราะหลังจากปลายปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ Aquaman ก็แทบจะไม่มีหนังโปรแกรมใหญ่เข้าฉายเลย แม้จะเข้าฉายชนกัน แต่ก็ถือว่าเป็นผลดี ทั้งกับโรงหนัง ค่ายหนัง และกับผู้ชมเอง ที่จะได้มีอะไรดีๆเป็นทางเลือกให้ได้เสพกัน

      
***************

SO WATCH
BY GOSSIPGUN

 

 

บันเทิง