SO WATCH BY GOSSIPGUN |

SO WATCH BY GOSSIPGUN


ฟันธง ออสการ์ ! ใครจะคว้ารางวัลกลับบ้าน

HIGHLIGHTS

 

  • Roma และ The Favourite จับมือกันเข้าชิงรางวัลออสการ์มากที่สุดในปีนี้ รายละ 10 สาขา ซึ่งเรื่องแรกถือว่าเป็นตัวเต็งในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและผู้กำกับยอดเยี่ยม แต่ปัญหาคือ หนังทั้งสองเรื่อง ไม่ได้เล่าเรื่องราวในอเมริกา ซึ่งหลายครั้งคณะกรรมการ มักพิจารณามอบรางวัลให้กับหนังที่มีประเด็นที่คนอเมริกา มักจะอินมากกว่า อาทิ ปัญหาเรื่องสีผิว หรือ ปัญหาการเมืองในอเมริกา เป็นต้น

 

  • สาขาด้านการแสดง คณะกรรมการออสการ์ มักเลือกมอบรางวัลให้กับดาราที่ต้องเล่นเป็นบุคคลที่มีตัวจริง ซึ่งปีนี้ มีหลายคนที่เข้าชิง อาทิ Rami Malek ในบทของ Freddie Mercury ในหนัง Bohemian Rhapsody รวมถึง Christian Bale และ Sam Rockwell จาก Vice ที่เล่นเป็น Dick Chaney และ George W.Bush ตามลำดับ ซึ่งโอกาสในการลุ้นรางวัลของแต่ละคน ต่างกันด้วยปัจจัยต่างๆ ทั้งรายรับของหนังในตารางหนังทำเงินของอเมริกา รวมถึงนักแสดงคนดังกล่าว เคยหรือไม่เคยชนะออสการ์

 

  • ปีนี้ กระแสออสการ์ในลักษณะที่ว่า "ควรชนะซะที" กลับมาอีกครั้ง แบบเดียวกับที่ Leonardo DiCaprio เคยชนะจาก The Revenant หลังจากชวดรางวัลมาอย่างยาวนาน จนแฟนๆบอก ได้ซักทีเถอะ โดยปีนี้หลายคนลุ้นให้ Glenn Close จาก The Wife ชนะออสการ์ได้้แล้ว หลังจากก่อนหน้านี้เคยชิงมาแล้วถึง 6 ครั้ง แต่ไม่เคยชนะมาก่อนเลย      

            ออสการ์ปีนี้ ถือว่ามีเรื่องเยอะมากกว่าทุกๆปี โดยเฉพาะเรื่องวุ่นวาย กับการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างที่ดูไม่เข้าท่า อาจเป็นเพราะในระยะหลังเรตติ้งการถ่ายทอดสดงานประกาศผลรางวัลออสการ์ ดิ่งลงเหว ลดฮวบทุกปี ด้วยระยะเวลาการถ่ายทอดสดที่ยาวนาน บางปีกินเวลาไปเกือบ 4 ชั่วโมง ทำให้โปรดิวเซอร์ผู้จัดงาน พยายามงัดกลยุทธ์มาดึงเรตติ้ง แต่ยิ่งทำ กลับยิ่งโดนด่า

 

          ย้อนกลับไปเมื่อกลางปีที่แล้ว ก็มีการโยนหินถามทาง ประมาณว่า ออสการ์จะเพิ่มสาขาใหม่ เป็นภาพยนตร์ยอดเยี่ยมที่ให้เฉพาะหนังทำเงินเท่านั้น เป็นหนังดีในกลุ่มหนังยอดนิยม แล้วผลก็ตามคาด คือโดนด่าเล่ะ จนแทบหักพวงมาลัยยูเทิร์นแทบไม่ทัน ในที่สุดรางวัลดังกล่าวก็ไม่ได้เกิดขึ้นจริง และล่าสุด คือการประกาศว่า 4 สาขา ประกอบด้วย ตัดต่อภาพยนตร์, ถ่ายภาพ, แต่งหน้าทำผม และหนังแอนิเมชันขนาดสั้นยอดเยี่ยม จะถูกประกาศและมอบรางวัลในช่วงพักโฆษณา ทำให้คนทั้งวงการลุกฮือ จะบอยคอตไม่ดูการถ่ายทอดสดหรือไม่ไปร่วมงานกันเลยทีเดียว เพราะมองว่า ทุกรางวัลศักดิ์ศรีต้องเท่าเทียมกัน จะไปมอบตอนพักเบรกได้อย่างไร ทำให้ผู้จัดงานออสการ์ ต้องยูเทิร์นกันอีกรอบ กลับออกมาประกาศว่า ทุกรางวัลจะมอบช่วงถ่ายทอดสดเหมือนเดิม

 

          ก็ต้องมาติดตามกันว่า ออสการ์ปีนี้ จะมีอะไรแปลกๆออกมาอีกหรือไม่ ซึ่งงานจะจัดขึ้นในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ที่ Dolby Theatre ในลอสแองเจลลิส สหรัฐอเมริกาฯ ซึ่งในบ้านเราก็จะมีการถ่ายทอดสดเหมือนเดิม ตรงกับเช้าวันจันทร์ที่ 25 ซึ่งอีกหนึ่งความแปลกของปีนี้คือ ออสการ์จะไม่มีพิธีกร ! หลังจากก่อนหน้านี้เคยประกาศว่า นักแสดงตลกผิวสี Kevin Hart จาก Jumanji จะทำหน้าที่นี้ แต่เพราะประเด็นดราม่าเรื่องเคยเล่นมุกที่ไม่เหมาะสม ทำให้เควินถอนตัวไป และออสการ์ก็ยังไม่สามารถหาใครมาทำหน้าที่แทนได้ เลยตัดสินใจเดินหน้าจัดงานแบบไม่มีพิธีกรซะเลย (หรือจะมีพิธีกรมาเซอร์ไพรส ก็ต้องติดตาม)

 

          คอลัมน์ So Watch สัปดาห์นี้ เลยขอเกาะกระแสโค้งสุดท้ายของงานออสการ์ซักหน่อย ด้วยการทำฟันธงกันว่า ใครจะคว้ารางวัลกลับบ้านไป วิเคราะห์จากกระแสรอบข้าง และความน่าจะเป็น

 

 

นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม

 

          เต็งหนึ่งสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมปีนี้ คือ Rami Malek จาก Bohemian Rhapsody

            ที่กวาดรางวัลในสาขานี้มาแล้ว แทบทุกสถาบัน ในบทบาทของ เฟรดดี้ เมอร์คิวรีย์ นักร้องนำวง Queen ซึ่งถือว่าเป็นบทที่เข้าทางคณะกรรมการของออสการ์อย่างมาก เพราะมักจะมอบรางวัลให้กับ นักแสดงที่ต้องเล่นเป็นบุคคลที่เคยมีตัวตน โดยต้องเลียนแบบท่าทางการแสดงให้เหมือน หรือต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างมาก ให้เข้ากับบท (อย่างปีที่แล้ว ที่ Gary Oldman ชนะไปในบทของ วินสตัน เชอร์ชิล อดีตนายกรัฐมนตรีของอังกฤษ ที่มีบุคลิกเฉพาะตัว) ซึ่งบทของเฟรดดี้นั้น ถือว่ายากใช้ได้เลย เพราะในท่าทางการแสดงออก ก็มีวิธีการเดิน การพูด ที่ไม่เหมือนคนอื่น ในเชิงลึก ก็เป็นคนที่อารมณ์ซับซ้อน นอกจากนี้ ยังต้องเลียนแบบการแสดงสดบนเวที ให้เหมือนทุกประการอีกต่างหาก

          ถ้าเกิดการพลิกโผขึ้น โอกาสเดียวที่ Rami Malek จะไม่ได้รางวัล คือการที่ Christian Bale คว้าไปจากบทอดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาฯ ดิก เชย์นีย์ ในหนังเรื่อง Vice ซึ่งก็ชนะรางวัลลูกโลกทองคำมาแล้ว แต่ก็แพ้ Rami Malek ส่วนใหญ่ ยกเว้นเวที Critic's Choice Awards ที่เฉือนชนะมาได้ ซึ่งบทบาทนี้ ก็ถือว่าเข้าทางกรรมการออสการ์เช่นกัน เพราะต้องเล่นเป็นบุคคลที่มีตัวตนจริง แถมยังต้องเพิ่มน้ำหนักและเปลี่ยนบุคลิกเพื่อเล่นบทนี้อีกด้วย และถ้า Christian Bale ชนะ จะถือว่าเป็นออสการ์ตัวที่ 2 ในชีวิต หลังจากเคยคว้าในสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมมาแล้ว จากหนังเรื่อง The Fighter

 

***************

นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม

          มาที่สาขานักแสดงนำฝ่ายหญิง ที่ดูเหมือนว่าปีนี้จะไม่ค่อยมีลุ้นเท่าไหร่นัก เพราะกรรมการแทบทุกสถาบัน ต่างเทคะแนนให้ Glenn Close จาก The Wife นักแสดงรุ่นใหญ่ ในบทบาทของภรรยา ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของสามี ที่เป็นนักเขียนที่กำลังจะได้รางวัลโนเบล ซึ่งเธอเอง ต้องยอมทิ้งความฝันของตัวเอง เพื่อมาทำหน้าที่ภรรยาอย่างเต็มตัว ถือว่าเป็นบทที่ยาก เพราะต้องแสดงเชิงลึกเยอะมาก เป็นตัวละครที่อยากจะระเบิดอารมณ์แต่ก็ทำไม่ได้ ต้องเก็บไว้กับตัวเองเท่านั้น

          นอกจากการแสดงที่ถือว่ายอดเยี่ยมแล้ว เชื่อว่ากรรมการจำนวนไม่น้อย อยากจะให้รางวัลนี้กับเธอเพื่อสดุดีทางอ้อม เนื่องจาก Glenn Close เคยเข้าชิงรางวัลออสการ์มาแล้ว ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 7 แต่ยังไม่เคยชนะรางวัลออสการ์เลย แม้แต่ตัวเดียว ในขณะที่นักแสดงรุ่นราวคราวเดียวกัน อย่าง Meryl Streep หรือ Helen Mirren ต่างเคยชนะรางวัลออสการ์ มาประดับบารมีของตัวเองกันหมดแล้ว แต่ถ้าพลิกโผปีนี้ คนที่มีลุ้นมากที่สุดคือ Olivia Colman จากภาพยนตร์เรื่อง The Favourite ในบทบาทของควีนแอนน์ ราชินีอังกฤษที่ต้องพัวพันกับรักสามเส้า และเหตุการณ์แก่งแย่งชิงดีกันในวัง ซึ่งเธอเองคว้าทั้ง Golden Globes และ BAFTA มาแล้ว

 นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม

          ด้านสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม ปีนี้ถือว่าไม่ค่อยมีลุ้นมากนัก เพราะ Mahershala Ali คว้ามาแทบทุกสถาบันหลัก ทั้ง SAG และ Critic's Choice จากภาพยนตร์เรื่อง Green Book ในบทบาทของนักดนตรีผิวสี ที่เป็นรักร่วมเพศ ซึ่งต้องเดินทางไปทัวร์คอนเสิร์ตทั่วอเมริกา ในช่วงเวลาที่ปัญหาเรื่องการแบ่งแยกชนชั้นของคนต่างสีผิว ยังรุนแรงอยู่อย่างมาก โดยบทนี้ถือว่าซับซ้อนพอสมควร เพราะคนผิวสีเองก็มองว่า เขาแตกต่าง ไม่ใช่คนพวกเดียวกัน ในขณะที่คนผิวขาว ก็เหยียดและไม่ให้ความเท่าเทียมกันกับเขาอยู่แล้ว

 

         
           ปัญหาเดียวของ Mahershala Ali คือการที่เขาเองเพิ่งชนะรางวัลออสการ์ไป ในสาขาเดียวกันนี้ คือเรื่อง Moonlight ซึ่งอาจจะทำให้คณะกรรมการบางส่วน พิจารณามอบรางวัลให้กับคนอื่นแทน ที่ยังไม่เคยได้ออสการ์ แต่ถ้าพิจารณาเฉพาะผลงานในปีนี้กันจริงๆ ก็ต้องยอมรับว่าบทบาทของเขาในหนัง Green Book ถือว่าโดดเด่นมากที่สุด (ซึ่ง Sam Rockwell ที่เพิ่งชนะไปเมื่อปีที่แล้วในสาขานี้จาก Three Billboards Outside Ebbing Missouri ก็กลับมาชิงรางวัลเดิมอีกครั้งจาก Vice)

 

นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม

          ในกลุ่มสาขานักแสดงทั้ง 4 สาขา ปีนี้ต้องถือว่า นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม อาจจะได้ลุ้นมากที่สุด เพราะมีความไม่แน่ไม่นอน อาจจะพลิกเป็นคนอื่นได้เสมอ แต่สำหรับคนที่มีโอกาสมากที่สุดตอนนี้ ต้องยกให้ Regina King จาก If Beale Street Could Talk (ในไทยเข้าฉายเฉพาะที่ House RCA)



ที่บทของคุณแม่ ที่ต้องช่วยลูกสาวดูแลหลานเพียงลำพัง หลังว่าที่ลูกเขยของเธอ ต้องติดคุกในความผิดที่เขาไม่ได้ก่อ เป็นอีกหนึ่งบทบาทที่ต้องแสดงความเข้มแข็งในช่วงเวลาที่อ่อนไหวที่สุดของครอบครัว โดยฉากเด่นที่กรรมการน่าจะเทคะแนนให้เธอ คือ ฉากที่เธอต้องเผชิญหน้ากับหญิงที่กล่าวหาว่าลูกเขยของเธอนั้นข่มขืน ในฐานะแม่ ก็ต้องปกป้องลูกเขย แต่ในฐานะผู้หญิงด้วยกัน ก็ไม่อยากขุดคุ้ยเรื่องอดีต หยิบเหตุการณ์ที่ถูกข่มขืนกลับมาพูดอีกครั้ง โดยเธอคว้ารางวัลนี้ไปได้ทั้งจาก Golden Globe และ National Board of Review

 

          ถ้าไม่ใช่ Regina King ปีนี้สาขาสมทบหญิงก็มีโอกาสพลิกไปได้หลายทาง แต่ที่มีโอกาสมากที่สุดคือ Amy Adams จาก Vice อีกหนึ่งนักแสดงคนโปรดของออสการ์ ที่เข้าชิงมาแล้ว หลายต่อหลายครั้งแต่ยังไม่เคยชนะซักที หลายคนมองว่านี่อาจเป็นโอกาสดี ที่มอบรางวัลให้กับเธอ รวมถึง Rachel Weisz และ Emma Stone จาก The Favourite ที่รายแรกเพิ่งคว้ารางวัล BAFTA ในสาขาเดียวกันนี้ไป ส่วนรายหลังถือว่าเป็นขวัญใจของออสการ์อย่างมากในยุคหลังๆ และเพิ่งชนะออสการ์ตัวแรกในชีวิตจาก La La Land ไปด้วย

 

ผู้กำกับยอดเยี่ยม

          กวาดมาครบทุกสถาบันแล้ว สำหรับ Alfonso Cuaron จาก Roma ที่เป็นเต็งหนึ่งในสาขานี้ และน่าจะเป็นตัวเต็งคนเดียวด้วย เพราะกวาดมาหมดแล้วทั้ง Golden Globes, BAFTA รวมถึงรางวัลของผู้กำกับอย่าง DGA เรียกว่าถ้าชนะออสการ์ด้วย ก็คือ รวดเดียวจบ จอดแค่ป้ายสุดท้ายเท่านั้น และถ้า Alfonso Cuaron ชนะในปีนี้ ก็จะเป็นออสการ์สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม ตัวที่ 2 ของเขา หลังจากเคยชนะมาแล้วจาก Gravity

 

ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

          สาขาใหญ่สุดของออสการ์อย่าง ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม สำหรับปีนี้ถือว่า ค่อนข้างมีลุ้นพอสมควร แม้ว่า Roma จะเป็นตัวเต็งในรางวัลใหญ่สุด แต่จากสถาบันต่างๆ ก็ถือว่าเสียงแตกกันไปเยอะ มีเพียง BAFTA เท่านั้น ที่มอบรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมให้กับ Roma ส่วน Golden Globe หนังไม่ได้เข้าชิงรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมด้วยซ้ำ เพราะไม่เข้าคุณสมบัติที่ว่า หนังจะได้เข้าชิงต้องพูดภาษาอังกฤษเท่านั้น

 

          ถ้ามองเฉพาะในแง่ของคุณภาพ ต้องถือว่า Roma มีคุณสมบัติที่ค่อนข้างครบ ทั้งบทภาพยนตร์ การแสดง การถ่ายภาพ และตัดต่อภาพยนตร์ ถือว่าทำได้ดีในทุกองค์ประกอบ และมีความเป็นงานศิลปะชั้นเยี่ยมเลยทีเดียว แต่ประเด็นที่อาจจะทำให้คณะกรรมการออสการ์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวอเมริกัน อาจจะไม่โหวตให้ เพราะประเด็นของหนังเอง ที่เล่าถึงสาวใช้ในครอบครัวชนชั้นกลางในเม็กซิโก ช่วงยุค 70 อาจจะห่างไกลจากชีวิตของกรรมการอยู่พอสมควร รวมถึงหนังเองก็ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษ ในการดำเนินเรื่องด้วย ซึ่งอาจจะทำให้กรรมการจำนวนไม่น้อย เข้าไม่ถึงประเด็นหลักของหนังก็เป็นอันได้ และมีโอกาสสูงที่กรรมการจะเสียงแตก และมอบรางวัลให้กับหนังเรื่องอื่น

 

         
         ถ้าไม่ใช่ Roma โอกาสที่รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จะหวยออกที่หนังเรื่องอื่น ก็เป็นไปได้หลายกรณี ตัวเลือกที่น่าจะพอรับได้มากที่สุด คือ Green Book ที่แม้งานสร้างอาจจะไม่ประณีตเท่า Roma แต่ตัวประเด็นของหนังที่พูดถึงปัญหาการเหยียดสีผิว ก็เข้าถึงคนอเมริกาได้อย่างดี รวมถึงการแสดงอันยอดเยี่ยมของ Viggo Mortensen และ Mahershala Ali ก็ส่งเสริมให้หนังคู่ควรกับรางวัลใหญ่อยู่ไม่น้อย แต่ถ้าไม่ใช่ Green Book ก็มีโอกาสที่รางวัลจะตกเป็นของหนังยอดนิยมอย่าง Black Panther และ Bohemian Rhapsody ที่ชนะ SAG และ Golden Globe มาแล้วตามลำดับ แต่ก็อาจจะถูกนักวิจารณ์สับถึงความคู่ควรกับรางวัลอยู่ไม่น้อย

 

          ท้ายที่สุด หนังเรื่องไหนจะคว้ารางวัลไป ก็ต้องมาลุ้นกันในเช้าวันจันทร์ที่ 25 กุมภาพันธ์นี้ ซึ่งเป็นเสน่ห์ของออสการ์ที่ทุกปี ที่มักจะมีอะไรพลิกโผ สร้างเซอร์ไพรสให้กับคอหนังอยู่เป็นประจำ อย่างไรก็ตาม ถึงจะพลิกโผแบบไหน แต่ก็ห้ามพลิกถึงขั้นประกาศผิดแบบ 2 ปีที่แล้วน่ะจ๊ะ ไม่งั้นทั้งความน่าเชื่อถือ และเรตติ้งงานถ่ายทอดสด คงกู่ไม่กลับอย่างแน่นอน

         

***************

 

          เกร็ดน่าสนใจเกี่ยวกับออสการ์ปีนี้

 

  • ปีนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี ที่งานประกาศผลรางวัลออสการ์ จะไม่มีพิธีกร โดยครั้งล่าสุด ที่งานไม่มีพิธีกร คือเมื่อปี ค.ศ. 1989 โดยในปีนั้น ภาพยนตร์ดรามาเรื่อง Rain Man ที่นำแสดงโดย ดัสติน ฮอฟฟ์แมน และ ทอม ครูซ คว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

 

  • ปีนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกที่ภาพยนตร์ของ Netflix ได้เข้าชิงในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม นั่นคือ Roma ที่เข้าชิงทั้งหมด 10 สาขา รวมถึงภาพยนตร์คาวบอยเรื่อง The Ballad of Buster Scruggs ก็สร้างเซอร์ไพรสด้วยการเข้าชิงอีก 3 สาขา

 

  • ปีนี้ ถือว่าเป็นปีทองของหนังซูเปอร์ฮีโร่ บนเวทีออสการ์ Black Panther ของมาร์เวล ทำสถิติเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่เรื่องแรก ที่เข้าชิงในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม แต่โอกาสคว้าชัยอาจจะไม่มากนัก แต่กลับเป็น Spider-Man : Into The Spider-Verse ที่เข้าชิงในสาขาภาพยนตร์แอนิเมชันยอดเยี่ยม และเป็นตัวเต็งในสาขาดังกล่าวแทน
***************

SO WATCH
BY GOSSIPGUN

บันเทิง