SO WATCH BY GOSSIPGUN |

SO WATCH BY GOSSIPGUN


ทำความรู้จัก Triple Frontier หนังบู๊สุดมันส์ของ Netflix

HIGHLIGHTS

 

  • ถ้าพูดถึงหนังเกี่ยวกับภารกิจพิเศษของทหาร ที่ได้รับคำชมอย่างล้นหลาม คงหนีไม่พ้น The Hurt Locker และ Zero Dark Thirty ซึ่งเขียนบทโดย คนๆเดียวกัน นั่นคือ มาร์ค บอล ซึ่งเป็นเจ้าของไอเดียและเขียนบท Triple Frontier ด้วย ดังนั้น เมื่อเจอทีมนักแสดงนำ จึงไม่พลาดที่จะถามเรื่องบทหนัง ว่าครั้งแรกที่ได้อาจ พวกเขารู้สึกอย่างไรบ้าง

 

  • แม้จะเป็นหนังที่ฉายใน Netflix แต่สิ่งที่เซอร์ไพรสและเกินคาดมากๆ คือ Triple Frontier เป็นหนังที่มาพร้อมกับโปรดักชันระดับหนังฟอร์มยักษ์ หลายซีนถูกถ่ายทำและนำเสนอแบบเหมาะกับการดูในโรงใหญ่ๆ จอยักษ์ๆอย่างมาก

 

  • Triple Frontier มาพร้อมกับนักแสดงนำชายที่โดดเด่นถึง 5 คน รวมถึง เบน แอฟเฟล็ก ซึ่งเขาเผยว่า ในกองถ่ายพวกเขาสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว ซึ่งประเด็นนี้เอง ส่งผลดีต่อตัวหนังอย่างมาก เพราะการใกล้ชิดกันของทีมนักแสดง สามารถสร้างเคมีบางอย่าง ให้ปรากฏบนจอหนังได้

 
 

            สัปดาห์นี้ Netflix มีหนังใหม่มาทำให้ทุกคนต้องอยู่บ้านเพื่อดูหนังอีกแล้วครับ เป็นภาพยนตร์แอ็กชันฟอร์มโตเลยทีเดียว ที่ชื่อว่า 'Triple Frontier' นอกจากฟอร์มหนังที่ดูน่าสนใจแล้ว สิ่งที่เชื่อว่าทำให้หลายคนเตรียมกดหนังเรื่องนี้ เข้าสู่ My List นั่นคือรายชื่อนักแสดง ที่ชวนตื่นตาเป็นอย่างมาก ไล่มาตั้งแต่ เบน แอฟเฟล็ค, ออสการ์ ไอแซค, ชาร์ลี ฮันแนม, การ์เร็ต เฮดลันด์ และเปโดร ปาสกาว ซึ่งแต่ละคนถือว่าไม่ธรรมดา ยิ่งมารวมตัวกันยิ่งชวนตื่นตา (เปรโด ให้สัมภาษณ์ในคลิปเบื้องหลังหนัง บอกว่าพวกเขาเหมือนบอยแบนด์ เวอร์ชันที่ไม่เหมือนใคร)

          เหตุผลที่อยากจะหยิบหนังเรื่อง Triple Frontier มาเล่าให้ฟังกันในสัปดาห์นี้ เนื่องจากว่าสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้รับการเชิญชวนจาก Netflix ให้บินไปที่ประเทศสิงคโปร์ เพื่อร่วมงานแถลงข่าวภาพยนตร์เรื่องนี้ พร้อมกับสัมภาษณ์ 3 นักแสดงนำ ประกอบด้วย เบน แอฟเฟล็ค, ชาร์ลี ฮันแนม และการ์เร็ต เฮดลันด์ ในแบบ 3:1 คือ นักแสดงทั้งสามคน ประกบผมคนเดียวเลย



งานนี้เพื่อให้การสัมภาษณ์ออกมาลื่นไหลมากที่สุด ก็เลยต้องเตรียมตัวหนักซักนิดนึง ว่าหนังเรื่องนี้ มีความน่าดูอย่างไรบ้าง และได้มีโอกาสดูหนังก่อนที่จะไปสัมภาษณ์ด้วย (วันที่คอลัมน์นี้ลงใน Chill Online หนังคงจะลงใน Netflix เรียบร้อยแล้ว) ส่วนการสัมภาษณ์ในครั้งนี้จะเป็นอย่างไร วันนี้ขอหยิบยกบางส่วนมาเล่าให้ฟังกันครับ


***************

 

เตรียมตัวก่อนไปคุยกับนักแสดง

 

          ความน่าดูอย่างแรกสำหรับผม ที่รู้สึกต่อหนังเรื่องนี้ คงหนีไม่พ้นนักแสดง คงไม่ใช่เรื่องง่าย ที่ดาราดังระดับนี้ทั้ง 5 คนจะตกปากรับคำมาร่วมโปรเจ็คนี้ โดยเฉพาะ เบน แอฟเฟล็ค ที่จุดหนึ่งเคยตกลงมาร่วมแสดง พร้อมๆกับน้องชายอย่าง เคซีย์ แอฟเฟล็ค จากนั้นด้วยคิวงานที่ไม่ลงตัว ก็เลยถอนตัวไป แต่ท้ายที่สุด เมื่อคิวกลับมาลงตัวอีกครั้ง เขาก็ตกลงกลับมานำแสดงในที่สุด แสดงว่าตัวบทและทิศทางของหนังต้องน่าสนใจจริงๆ เบน ถึงยอมกลับมาแสดง รวมถึงนี่ถือว่าเป็นครั้งแรก ที่เบนนำแสดงในหนังที่ได้ชื่อว่าเป็น "A Netflix Film” หลังจากที่ก่อนหน้านี้ นำแสดงในหนังโรงใหญ่มาโดยตลอด

 

          สำหรับบรรดาคอหนัง นอกจากทีมนักแสดงที่ชวนตื่นตาแล้ว เครดิตของผู้กำกับและคนเขียนบท ถือว่าเชิญชวนแขกเป็นอย่างมาก สคริปหนังเรื่องนี้ (รวมถึงไอเดียของหนังด้วย) เริ่มต้นมาจาก มาร์ค บอล ที่ฝากผลงานหนังสุดเข้มข้นไว้อย่าง The Hurt Locker และ Zero Dark Thirty ซึ่งเดิมทีเขาเตรียมให้ผู้กำกับคู่บุญอย่าง แคทเธอรีน บิกาโลว์ กำกับหนัง แต่ด้วยคิวงานที่ไม่ลงตัว ทำให้ แคทเธอรีน ยังร่วมโปรเจ็คในฐานะของโปรดิวเซอร์ แล้วดึงเอา เจ.ซี.แชนเดอร์จาก A Most Violent Year และ All Is Lost มากำกับแทน ไปๆมาๆ กลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัว เพราะเครดิตหนังของแต่ละคน ถือว่ามาทางเข้มข้น ตึงเครียด ซึ่งเป็นทางเดียวกับที่หนัง Triple Frontier หวังให้ออกมาเป็นเช่นนั้น

 

          โดย Triple Frontier เล่าเรื่องราวของกลุ่มอดีตทหารสหรัฐฯทั้ง 5 คนที่กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง กับภารกิจใหม่ ที่งานนี้ไม่เกี่ยวกับกองทัพอเมริกาอีกแล้ว เมื่อพวกเขารู้สึกว่า การรับใช้ชาติไม่ได้อะไร นอกจากบาดแผลในใจ ที่ยากเกินกว่าจะเยียวยา พวกเขาจึงรวมตัวกัน เพื่อไปปล้นเงินจากพ่อค้ายาเสพติด ในอเมริกาใต้ ซึ่งภารกิจนี้ถือว่าโหดใช่เล่น เพราะต้องปฏิบัติการกันกลางป่าลึก ซึ่งพ่อค้ายาทรงอิทธิพลรายนี้ มีกลุ่มทหารรับจ้างคอยดูแลอยู่ตลอด ดังนั้นภารกิจนี้จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ซึ่งปฏิบัติการในครั้งนี้จะสำเร็จลุล่วงหรือไม่ จะมีอะไรผิดแผนหรือเปล่า คงต้องไปติดตามกันในหนัง

 

ความรู้สึกหลังดู Triple Frontier

 

          เอาเข้าจริงๆแล้ว Triple Frontier ถือว่าเป็นหนังที่บันเทิงกว่า The Hurt Locker และ Zero Dark Thirty ค่อนข้างมาก จุดที่เหมือนกันคือ ฉากแอ็กชัน ฉากปฏิบัติการทางทหารของตัวละครนำ ทำออกมาได้ระทึก และชวนตื่นเต้นในลักษณะคล้ายกัน แต่จุดที่ต่างคือ Triple Frontier ไม่ได้ลงลึก สำรวจในสภาพจิตใจของตัวละครมากเท่าสองเรื่องที่กล่าวมา รวมถึงประเด็นทางสังคมและการเมืองก็ไม่ได้จัดหนักเท่า อธิบายง่ายๆคือ หนังเรื่องนี้อาจจะเบาและง่ายกว่า สำหรับผู้ชมทั่วไป ที่อยากจะดูหนังแอ็กชันมันส์ๆซักเรื่อง โดยไม่ต้องมาดราม่าหรือวิพากษ์สังคมให้มันมากนัก


          ภาพรวม Triple Frontier สร้างเซอร์ไพรสหลายอย่างเลยทีเดียว อย่างที่เกริ่นไปว่าหนังเล่าเรื่องเกี่ยวกับกลุ่มอดีตทหารที่วางแผนปล้นเงิน ภาพที่วาดไว้ในหัวก่อนชม ก็จะเป็นลักษณะคล้ายๆหนังปล้นทั่วไป แต่เหตุการณ์ไปเกิดขึ้นที่กลางป่าแทน ปรากฏว่าหนังจริงมีอะไรมากกว่านั้นค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะครึ่งหลังของหนัง ที่ไม่สามารถสปอยได้เลย ถือว่าหนังพาเราไปไกลเกินกว่าที่คาดไว้ (ซึ่งถือว่าดี) และอีกหนึ่งข้อดีที่เห็นได้อย่างชัดเจน คืองานโปรดักชันของหนัง โดยเฉพาะงานภาพและโลเคชั่น ถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างสวยงาม บรรยากาศในป่า ท่ามกลางหุบเขา ดูสวยงาม จนนึกเสียดายเลยทีเดียวว่าเราจะได้ดูหนังเรื่องนี้กันแค่ใน Netflix เท่านั้น จอใหญ่สุดที่ดูได้คงหนีไม่พ้นจอทีวี เพราะเรื่องนี้ถ้ามีโอกาสได้ดูในโรง หนังน่าจะแสดงศักยภาพออกมาได้มากยิ่งขึ้น และผู้ชมก็มีโอกาสจะได้อินกับหนังมากขึ้น

 

          ในส่วนของนักแสดง ที่เซอร์ไพรสสุด คือ ออสการ์ ไอแซก เขากลายเป็นตัวละครที่มีบทบาทหนักที่สุดในหนัง เป็นทั้งตัวเดินเรื่องและมีปมต่างๆ เป็นเหมือนเสาหลักของเส้นเรื่องทั้งหมด ซึ่งถือว่าทำได้ดีตามมาตรฐาน



ส่วนเบน แอฟเฟล็ค ก็รับบทที่ค่อนข้างยากสุดแล้ว เพราะในบรรดาตัวละครนำ ตัวละครของเขาคืออดีตทหาร ที่ดูเหมือนจะมีปมในการใช้ชีวิตหลังปลดประจำการมากที่สุด ต้องเผชิิญกับปัญหาด้านสภาพจิตใจมากที่สุด และนำไปสู่เหตุการณ์มากมายในหนัง ซึ่งเบนดูจะเข้ากับบทนี้ และถ่ายทอดบทนี้ออกมาได้ดีทีเดียว

 

         
            สองนักแสดงที่สร้างเสน่ห์ให้กับหนังเรื่องนี้อย่างมาก คือ ชาร์ลี ฮันแนม และการ์เร็ต เฮดลันด์ สองหนุ่มหล่อนี้ แม้บทบาทจะไม่ได้ลึกหรือไม่ได้เยอะเท่าสองคนแรกที่เอ่ยไป แต่ก็ถือว่าเป็นตัวสร้างสีสัน ได้อย่างดี เป็นตัวละครที่พาให้หนังไม่เครียดจนเกินเหตุ และเพิ่มรอยยิ้มให้กับหนังได้ มีเพียง เปโดร ปาสกาว ที่ส่วนตัวรู้สึกว่า บทของเขา น้อยไปหน่อย และไม่ได้มีปมอะไรให้เล่นมากมายเหมือนคนอื่นเขา จนน่าเสียดายฝีมือนักแสดงเบอร์นี้ ที่ต้องกลายมาเป็นตัวรองๆ

 

 

กระทบไหล่ทีมนักแสดงนำ

 

             หลังจากนั่งดูหนังเรื่องนี้ใน Netflix ตอนประมาณเที่ยงคืน เช้าวันรุ่งขึ้นก็ต้องรีบตื่นเพื่อไปสัมภาษณ์ 3 นักแสดงนำ ซึ่งทาง Netflix มีเวลาให้ผมประมาณ 5 นาที เพื่อพูดคุยกับนักแสดงทั้ง 3 ท่าน ซึ่งถือว่าค่อนข้างสั้น ผมจึงเตรียมคำถามเพื่อไปถามนักแสดงประมาณ 5 ข้อ แต่เมื่อถึงเวลาที่สัมภาษณ์จริงๆ ปรากฏว่าเวลาไปไวมาก ถามไปได้เพียง 2 ข้อเท่านั้น (และอีก 1 ข้อที่เป็นคำถามเกริ่นนำ ไม่ได้เกี่ยวกับภาพยนตร์อะไรมากนัก

          การไปสัมภาษณ์นักแสดงในครั้งนี้ ผมไปตัวคนเดียวครับ ถือว่าเป็นตัวแทนทั้งทีมงานและพิธีกรจากช่อง GMM25 ส่วนตากล้องต่างๆ ทางเมืองนอกมีให้หมด หน้าที่เราแค่เข้าไปนั่งสัมภาษณ์ และทางนั้นจะถอด Memory Card ออกมาให้หลังสัมภาษณ์เสร็จ แล้วเราก็นำกลับประเทศไทยไปตัดต่อออกอากาศ เมื่อเดินเข้าไปในห้องสัมภาษณ์ ซึ่งเหล่าบรรดานักแสดงนั่งอยู่แล้ว และจะมีพิธีกรจากประเทศต่างๆ หมุนเวียนเปลี่ยนกันเข้ามาสัมภาษณ์ ทั้ง 3 คนก็ทักทายเรา และถามว่ามาจากไหน ผมจึงใช้โอกาสนี้เริ่มถ่ายเลย โดยแนะนำตัวเองว่ามาจากประเทศไทย และถามว่า ทั้ง 3 คน มีใครเคยไปประเทศไทยหรือไม่ ชาร์ลี ฮันแนม (พระเอกจาก Pacific Rim) ใช้โอกาสนี้ตอบว่า เขาเคยมาเที่ยวที่เมืองไทยหลายครั้งแล้ว และใช้เวลาส่วนใหญ่ในการพักผ่อนริมทะเล ซึ่งเขาชอบมาก ทั้งอาหารและวัฒนธรรม พร้อมกับบอกว่า จริงๆแล้วที่มาสิงคโปร์ในรอบนี้ ก็วางแผนจะไปเที่ยวเมืองไทยต่อเหมือนกัน แต่ตารางงานไม่ลงตัว ทำให้เขาอดไปเที่ยวเมืองไทยต่อโดยปริยาย (น่าเสียดายจริงๆ)

 

          หลังจากเกริ่นนำเรื่องเกี่ยวกับประเทศเราเสร็จ ก็ตัดเข้าคำถามแรกที่เกี่ยวกับหนัง ซึ่งผมเริ่มถามเกี่ยวกับบทภาพยนตร์ ซึ่งนอกจากจะเป็นหัวใจสำคัญของหนังแล้ว เครดิตของคนเขียนก็น่าตื่นเต้นอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น เจ.ซี.แชนเดอร์ ผู้กำกับของหนัง และมาร์ค บอล (อย่างที่เกริ่นไปก่อนหน้า ว่าเขาคือคนเขียนบท The Hurt Locker และ Zero Dark Thirty ซึ่งส่งให้เขาชนะออสการ์มาแล้ว) ผมจึงถามนักแสดงทั้ง 3 คนว่า ตอนที่ได้อ่านบทครั้งแรก รู้สึกอย่างไรบ้าง ตื่นเต้นหรือไม่ ซึ่งคำถามนี้ เบน แอฟเฟล็ค เลือกที่เป็นขอตอบก่อน โดยเบนบอกว่าบทมันน่าตื่นเต้นมาก เป็นหนังแอ็กชันที่บทเขียนมาอย่างดี สำรวจแง่มุมของตัวละคร ลงลึกถึงตัวละคร การปรับตัวของอดีตทหารหน่วยปฏิบัติการพิเศษที่ต้องกลับมาเป็นพลเรือน และพยายามปรับตัวให้เข้ากับสังคม เป็นอะไรที่น่าสนใจมาก และเบนคิดว่าบทภาพยนตร์ของเจ.ซี. ดึงดูดให้น่าติดตามอย่างมาก

 

          หลังจากเบนตอบเสร็จ ผมก็พยายามถามคำถามเดียวกันนี้กับ ชาร์ลีและการ์เร็ต ซึ่งการ์เร็ตเผยว่า จริงๆเขาตื่นเต้นอย่างมาก เพราะตอนที่ เจ.ซี. (ผู้กำกับ) โทรมาชวนให้ไปร่วมแสดงในหนังเรื่องนี้ เจ.ซี. บอกว่าชาร์ลี ฮันแนม ร่วมแสดงในหนังแล้ว การ์เร็ตเลยถามไปว่า รู้ไหมว่าเขากับชาร์ลีสนิทกันมากว่า 15 ปีแล้ว ซึ่งเจ.ซี.ไม่รู้เลย จากเดิมทีตัวละคร เบนและออสการ์จะต้องเป็นพี่น้องกันในหนัง เลยมีการปรับให้ตัวละครของชาร์ลีกับการ์เร็ตเป็นพี่น้องกันแทน เพราะทั้งคู่สนิทกันอยู่แล้ว ทำให้ทุกอย่างลงตัวมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การเร็ตยังบอกว่า เขากับออสการ์ ไอแซค เล่นหนังด้วยกันมาเป็นเรื่องที่ 3 แล้ว ดังนั้นการได้ร่วมผจญภัยในหนังเรื่องนี้ ได้เล่นเป็นทหาร ได้ถ่ายทำในสถานที่สวยๆ จึงน่าตื่นเต้นมากๆ

 

          หลังจากถามถึงเรื่องบทภาพยนตร์ ประเด็นต่อมาที่ผมสนใจถาม เป็นเรื่องบรรยากาศในกองถ่าย ที่คิดว่าน่าจะสนุกใช่ย่อย เพราะหนังเรื่องนี้ รวมนักแสดงชายเบอร์เด็ดๆไว้ถึง 5 คน การจับนักแสดงกลุ่มนี้ ไปอยู่กลางป่า ที่กองถ่ายในฮาวาย น่าจะครื้นเครงใช่ย่อย ซึ่ง เบน แอฟเฟล็ค เผยว่า พวกเขามีช่วงเวลาที่ดีมากๆในกองถ่าย เพราะฮาวาย โลเคชั่นหลักในหนังสวยมาก เขาารู้สึกว่าทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมา พระอาทิตย์ขึ้นดูสวยขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้บรรยากาศในกองถ่ายยังสนุกสนาน เพราะพวกเขาทั้ง 5 คนเข้ากันได้อย่างรวดเร็ว แม้หลายคนจะยังไม่เคยร่วมงานมาก่อนเลยก็ตาม ดังนั้น จึงมีเวลาสนุกๆร่วมกันอย่างมาก และนอกจากนี้พวกเขายังพยายามเอาเรื่องมิตรภาพระหว่างเพื่อนนักแสดง ไปใส่ลงในหนังอีกด้วย เนื่องจากประเด็นสำคัญในหนังเรื่องนี้ คือมิตรภาพระหว่างพี่น้อง

 

          ทันทีที่เบนตอบเสร็จ ชาร์ลีก็ตอบต่อทันที และเป็นการย้ำอีกครั้งว่า แก่นสำคัญของหนังเรื่องนี้ คือ มิตรภาพระหว่างพี่น้อง แล้วมันสำคัญอย่างมากที่จะต้องแสดงออกมาในหนัง ซึ่งไม่มีใครรู้หรอก ว่าคุณจะเข้ากับเพื่อนร่วมจอได้หรือไม่ อย่างที่ การ์เร็ตบอก พวกเขารู้จักกันมาอย่างยาวนานแล้ว ดังนั้นดีเลย ที่จะได้มาแสดงหนังร่วมกันและฝึกซ้อมบทหนังด้วยกัน และนักแสดงทุกคนก็สนิทสนมกันอย่างไว

 

          หลังจากถามไปได้เพียง 3 คำถาม เวลาในการสัมภาษณ์ก็หมดลง แม้จะเหลือคำถามอีกถึง 3 ข้อซึ่งผมเตรียมไปแต่ไม่ได้ถาม แต่ทีมงานเมืองนอก รักษาเวลาได้ดีมาก จึงต้องจบการสัมภาษณ์เพียงเท่านี้ และร่ำลานักแสดงทั้ง 3 คน ออกจากห้องสัมภาษณ์มา อย่างน้อย เราก็ทราบว่า ประเด็นสำคัญสำหรับหนังเรื่องนี้ ก็คือเรื่องมิตรภาพระหว่างเพื่อน ระหว่างพี่น้องนั่นเอง ซึ่งนักแสดงนำทุกคน สนิทสนมกันในชีวิตจริง ดังนั้นพอเราได้ไปดู Triple Frontier จึงสัมผัสได้ถึงมิตรภาพระหว่างตัวละครเหล่านี้

 

          หลังจากดูหนังจบ สัมภาษณ์นักแสดงนำเสร็จ มาจนถึงวันนี้ ยังแอบเสียดายอยู่เบาๆ ที่เราไม่ได้ดูหนังเรื่อง Triple Frontier กันในโรงภาพยนตร์ เพราะมันคือหนังฟอร์มใหญ่ ที่เหมาะกับการดูบนจอใหญ่เลย และถ้าเข้าฉายในโรง ก็การันตีว่าจะทำได้ดีอย่างแน่นอน แต่การที่หนังถูกผลิตเพื่อลง Netflix นั้น ก็ทำให้ผู้คนในพื้นที่อีกจำนวนมากของโลก พื้นที่ซึ่งอาจจะไม่มีโรงหนัง สามารถเข้าถึงหนังเรื่องนี้ได้มากยิ่งขึ้น มีโอกาสได้ดูหนังดีๆแบบนี้มากขึ้น ซึ่งคาดว่า หลังจากหนังปล่อยฉายใน Netflix สุดสัปดาห์นี้ อีกไม่นานก็น่าจะมีข่าวเรื่องยอดชมของหนัง ที่จะสูงระดับทำสถิติได้อย่างแน่นอน แบบเดียวกับที่ Bright และ Bird Box สองหนังฟอร์มดีของ Netflix ที่เคยทำได้มาแล้ว


***************


SO WATCH 
BY GOSSIPGUN

บันเทิง