SO WATCH BY GOSSIPGUN |

SO WATCH BY GOSSIPGUN


The Kid Who Would Be King และหนังจากตำนานกษัตริย์อาเธอร์


HIGHLIGHTS

 

  • The Kid Who Would Be King คือหนังเรื่องล่าสุดที่หยิบเอาตำนานของคิงอาเธอร์และดาบคู่ใจอย่าง เอ็กซ์คาลิเบอร์ มาต่อยอด กับตำนานที่ว่า มีเฉพาะทายาทของเขาที่จะสามารถดึงดาบออกจากหินได้เท่านั้น ซึ่งปรากฏว่า อเล็กซ์ เด็กหนุ่มวัย 12 ปีในลอนดอนดันดึงออก ทำให้เหล่าปีศาจต่างมุ่งหน้ามาหาเขา เพื่อแย่งชิงดิบเล่มนี้

 

  • แม้จะดูเป็นหนังแฟนตาซีสำหรับเด็ก แต่ The Kid Who Would Be King ก็แฝงด้วยข้อคิดที่ดีมากมาย เหมาะสำหรับผู้ชมทั้งเด็กและผู้ใหญ่ รวมถึงหนังยังมาพร้อมกับอารมณ์ตลกร้าย ต่างจากหนังเด็กทั่วไป ส่วนฉากแอ็กชันก็ใส่ครีเอทีฟไอเดียเข้าไป จนมีความต่างจากหนังแฟนตาซีเรื่องอื่นๆ

 

  • หนังที่สร้างจากตำนานของคิงอาร์เธอร์ มีทั้งหนังที่สร้างแบบตรงๆเลย รวมถึงหนังที่หยิบเอาเรื่องราวในตำนานไปต่อยอด เป็นพล็อตเรื่องใหม่ อาทิ Transformers ภาคล่าสุด ก็หยิบเอาตำนานไปใช้ ทำให้หนังมีความต่างจากภาคอื่นๆก่อนหน้าพอสมควร

         
         ในช่วงปิดเทอมแบบนี้ ก็มีหนังสำหรับเด็กๆเรียงคิวเข้ามาฉายหลายเรื่อง ที่โปรแกรมเด็ดที่น่าจับตามองมากที่สุดในสัปดาห์นี้ คงหนีไม่พ้นหนังผจญภัยแฟนตาซีเรื่อง 'The Kid Who Would Be King' เพราะเป็นการหยิบเอาตำนานของ คิงอาเธอร์ มาตีความใหม่ เอามาปรับให้เข้ากับยุคสมัย กลายเป็นหนังที่ฉีกออกจากรูปแบบเดิม ภายใต้การกำกับและเขียนบทของ โจ คอร์นิช ที่เมื่อ 8 ปีก่อน แจ้งเกิดจากหนังอังกฤษฟอร์มเล็กๆเรื่อง Attack The Block (อาจจะไม่คุ้นชื่อเพราะเรื่องนี้ไม่ได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในไทย) จนกระทั่งค่ายหนังอย่าง ทเว็นตี้ เซ็นจูรี่ ฟ็อกซ์ ตื่นเต้นกับไอเดียหนังใหม่นี้ และควักเงินทุน 60 ล้านเหรียญฯ มอบให้ในการสร้างหนัง ซึ่งค่ายนี้ถือว่า ค่อนข้างทุ่มทุนกับหนังแฟนตาซีสำหรับเด็กอยู่แล้ว หลังจาก Night at the Museum และ Percy Jackson ประสบความสำเร็จ

 

          อย่างที่เกริ่นไป หนังหยิบเอาตำนานของคิงอาเธอร์และดาบคู่ใจอย่างเอ็กซ์คาลิเบอร์ มาผสมกลายเป็นเรื่องราวใหม่ โดยมีตัวละครหลักคือ อเล็กซ์ (รับบทโดย หลุยส์ แอชบอร์น เซอร์คิส ลูกชายของ แอนดี้ เซอร์คิส จาก The Lord of the Rings และ Black Panther)



           เด็กหนุ่มวัย 12 ปี ที่ใช้ชีวิตอยู่กับแม่เพียงลำพัง ในบ้านของพวกเขาที่ลอนดอน หลังจากที่พ่อทิ้งพวกเขาไป เหลือไว้ให้เพียงหนังสือเกี่ยวกับตำนานของกษัตริย์อาเธอร์ ด้วยความคิดถึงพ่อจับใจ อเล็กซ์จึงอ่านหนังสือเล่มนี้เวียนไปมาแบบขึ้นใจ และหวังว่าพ่อของเขาจะกลับมาอีกครั้ง  จนกระทั่งวันหนึ่ง ระหว่างทางกลับบ้าน อเล็กซ์ โดนเพื่อนนักเลงที่ตัวใหญ่กว่ารังแก จนเผลอหนีเข้าไปในพื้นที่ตึกร้างที่กำลังจะถูกทุบ ณ ที่แห่งนี้เอง ทำให้อเล็กซ์ ได้เจอกับดาบปริศนา ซึ่งไม่ใช่ใครที่สามารถดึงออกมาได้ แต่เขากลับดึงออกมาได้ ซึ่งเชื่อกันว่า ดาบเล่มนี้คือดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์ ซึ่งมีเพียงทายาทที่แท้จริงของกษัตริย์อาเธอร์จะดึงออกมาได้เท่านั้น

 

          และแล้วเรื่องราวชีวิตวัยเรียนอันน่าเบื่อหน่ายของอเล็กซ์ ก็เปลี่ยนไป หลังจากดาบเล่มนี้ปรากฏขึ้นอีกครั้ง ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนไปทั่วปฐพี ทราบถึง มอร์กาน่า พี่สาวต่างมารดาของกษัตริย์อาเธอร์ ที่หวังจะครอบครองดาบเล่มนี้และครองโลก เธอจึงฟื้นขึ้นมาจากคำสาป และรอให้ถึงวันที่มีสุริยคราส เพื่อกลับคืนมายังโลกมนุษย์ ซึ่งอเล็กซ์ มีเวลาเพียงแค่ 4 วันเท่านั้น ในการตามหาอัศวินที่ร่วมรบเคียงกาย ด้วยความช่วยเหลือจาก เมอร์ติน ชายประหลาดที่แท้จริงแล้ว คือพ่อมดเมอร์ลิน แปลงร่างมาเพื่อช่วยเหลือ กลายเป็นสงครามการต่อสู้ครั้งสำคัญ สำหรับเด็กวัย 12 ปี ที่ต้องลุกขึ้นสู้ ขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ เพื่อปกป้องโลกจากปีศาจร้าย

 

         
       The Kid Who Would Be King คือหนังผจญภัยแฟนตาซีสำหรับเด็ก แต่ความต่างจากหนังแนวเดียวกันนี้ คือสไตล์การเล่าเรื่องที่โดดเด่นของผู้กำกับ โจ คอร์นิช ที่ใส่อารมณ์ตลกร้าย ความกวนประสาทเข้าไปแบบเบาๆ (ใส่เยอะไปเดี๋ยวน้องๆจะตกใจ) ผสมผสานกับความอบอุ่นและข้อคิดดีๆ ที่มีให้เลือกจำ เลือกสร้างแรงบันดาลใจ อยู่หลายประเด็นเลยทีเดียว ซึ่งถือว่าเป็นจุดเด่นและเป็นหัวใจสำคัญสำหรับหนังเลยทีเดียว แม้ Message หลักของหนัง จะพูดถึงคุณสมบัติของอัศวินว่าควรจะมีอะไรบ้าง แต่สิ่งเหล่านั้นที่เด็กๆตัวละครหลักในหนังได้เรียนรู้ ก็คือสิ่งเดียวกับที่เด็กๆผู้ชม (หรือแม้แต่ผู้ใหญ่ด้วย) ควรจะมีเช่นกันในชีวิตจริง สิ่งเหล่านี้ แม้จะสื่อสารกันแบบตรงๆในหนัง แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าถูกสั่งสอนอะไรมากมาย และดีแล้วที่ควรจะบอกกันตรงๆ ไม่เช่นนั้นเด็กๆที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของหนัง อาจจะไม่ได้ซึมซับกับข้อคิดเหล่านี้ก็เป็นอันได้

 

          สำหรับผู้ชมที่คาดหวังกับฉากการต่อสู้หรือฉากแอ็กชันในหนัง ต้องออกตัวก่อนว่า The Kid Who Would Be King ถูกสร้างมาเพื่อให้เด็กสามารถดูด้วย ดังนั้น อาจจะไม่ได้เข้มข้นหรือดุเดือดเท่ากับหนังแฟนตาซีสำหรับผู้ใหญ่เรื่องอื่นๆ ไม่ได้มีเลือดสาด ไม่ได้มีการตีรันฟันแทงแบบโหดร้าย สำหรับผู้ชมบางกลุ่มอาจจะรู้สึกว่าฉากเหล่านี้ในหนังดูเบา ดูเด็กน้อยไปหน่อย แต่ก็ถือว่าเหมาะสมสำหรับกลุ่มเป้าหมายของเค้า หลายฉากอาจจะดูเฉยๆ ไม่ได้ลุ้นระทึกอะไรมากนัก แต่ไฮไลต์หลัก คงหนีไม่พ้นช่วงไคลแมกซ์ ที่ไม่ขอสปอยตรงนี้ว่าคือฉากอะไร แต่ถือว่าเป็นฉากที่ครีเอทเลยทีเดียว เป็นภาพแบบที่อาจจะไม่เคยเห็นในหนังเรื่องอื่นมาก่อน

 

          หนังแทบทั้งเรื่องถูกแบกไว้โดยน้องหลุยส์ แอชบอร์น เซอร์คิส และผองเพื่อนอีก 3 คน แม้เวลาแยกเดี่ยวเป็นแต่ละตัวละคร อาจจะไม่ได้โดดเด่นหรือดึงดูดมากนัก แต่เวลาพวกเขาอยู่รวมกัน สัมผัสได้ถึงพลังของตัวละครเหล่านี้มากเลยทีเดียว แต่ที่โดดเด่นสุดต้องยกให้การแสดงของ แองกัส อิมรี่ ที่รับบทเป็นเมอร์ติน (หรือพ่อมดเมอร์ลินที่แปลงกายมานั่นเอง) เป็นตัวละครที่ขโมยซีนทุกครั้งที่ปรากฏตัวในจอ ด้วยบุคลิกที่แปลกประหลาด เหมือนหลงยุคหลงสมัย ทำให้มีเหตุการณ์ฮาๆอยู่เรื่อย ด้วยบทแบบนี้ เลยเปิดโอกาสให้น้องนักแสดงได้ปล่อยของมากกว่าคนอื่นๆ ส่วนที่น่าเสียดายที่สุด คือนักแสดงที่มีชื่อเสียง อย่าง แพทริค สจ๊วร์ต (จาก X-Men) ในบทของพ่อมดเมอร์ลิน และรีเบคก้า เฟอร์กูสัน (จาก Mission: Impossible) ในบทของ มอร์กาน่า ตัวร้ายประจำเรื่อง ที่ทั้งคู่บทน้อยเสียเหลือเกิน จนแทบไม่มีฉากไหนได้โชว์ฝีมือเลย จนแอบเสียดายแทน เพราะในฐานะแฟนหนังของทั้งคู่ ก็รอดูฉากที่ทั้งคู่จะโชว์อะไรมากกว่านี้อยู่เหมือนกัน

 

          โดยรวม The Kid Who Would Be King จึงเป็นหนังผจญภัยแฟนตาซี ที่มีสไตล์การเล่าเรื่องที่โดดเด่น ด้วยอารมณ์ตลกร้ายของผู้กำกับ ผสมผสานกับความอบอุ่นและข้อคิดดีๆ แต่ต้องอย่าลืมว่า นี่คือหนังเด็ก ดังนั้นฉากแอ็กชั่นผจญภัยต่างๆ ก็จะไม่ได้ดุเดือดมากเท่าหนังแฟนตาซีหลายๆเรื่อง ที่เจาะกลุ่มคนดูผู้ใหญ่เป็นหลัก ถือว่าเรื่องนี้สร้างมาสำหรับทุกวัยจริงๆ และเหมาะกับช่วงปิดเทอมแบบนี้ ใครที่ชอบหนังเด็ก ดูง่ายๆสบายอารมณ์ เรื่องนี้ก็แนะนำ นักวิจารณ์เมืองนอกเขาการันตีเลย ด้วยการกวาดคะแนนจากเว็บไซด์ Rotten Tomatoes มีนักวิจารณ์เมืองนอก ชื่นชอบมากถึง 90% เลยทีเดียว ไม่ธรรมดาจริงๆ

 

 

***************

          ก่อนหน้า The Kid Who Would Be King ต้องบอกว่าฮอลลีวู้ดได้หยิบยืมเอาเรื่องราวของกษัตริย์อาเธอร์มาสร้างเป็นหนังมากมาย ถ้าหนังที่เล่าโดยตรง เกี่ยวกับคิงอาเธอร์ และอัศวินโต๊ะกลม รวมถึงดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์ ที่โด่งสุดในยุคหลังๆ คงหนีไม่พ้น King Arthur เมื่อปี 2004 ที่ได้ ไคลฟ โอเว่น มารับบท คิง อาเธอร์, ได้ เอียน รัดฟัดด์ มารับบท แลนซ์สล็อต อัศวินคู่ใจ และได้ เคียร่า ไนท์ลีย์ มารับบทเป็น กวินนีเวียร์ ซึ่งเน้นฉากแอ็กชันแบบสะใจ เพราะอำนวยการสร้างโดย เจอร์รี่ บรัคไฮเมอร์ จาก Armageddon และ Pearl Harbor ส่วนอีกเรื่องที่เพิ่งเข้าฉายไปเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา คือ King Arthur : Legend of the Sword (ปี 2017) ของผู้กำกับ กาย ริชชี่ ที่ได้ ชาร์ลี ฮันแนม มารับบทคิงอาเธอร์ และได้ จู๊ด ลอว์ มารับบทตัวร้ายประจำเรื่อง ซึ่งเรื่องหลังนี่ดังน้อยกว่าหน่อย เพราะทำเงินในอเมริกาไปเพียง 39 ล้านเหรียญฯ จากทุนสร้างแบบมโหฬารถึง 175 ล้าน ขึ้นแท่นที่สุดของหนังเจ๊งประจำปีนั้นเลยทีเดียว

 

          นอกจาก 2 เรื่องที่เอ่ยมา ซึ่งเล่าเรื่องราวของกษัตริย์อาเธอร์แบบเต็มๆแล้ว ยังมีหนังดังอีกมากมาย ที่หยิบเอาตำนานเล่าขานเหล่านี้ มาดัดแปลงเป็นส่วนหนึ่งของหนัง แบบเดียวกับที่ The Kid Who Would Be King ทำ ส่วนจะมีเรื่องอะไรบ้างนั้น วันนี้คอลัมน์ So Watch ขอรวบรวมมาแบบคร่าวๆให้ได้ติดตามกัน

 

Transformers : The Last Knight (ปี 2017)

 

          ภาพยนตร์ไซไฟฟอร์มยักษ์ที่เล่าถึงสงครามของหุ่นยนต์จากต่างดาวที่เกิดขึ้นบนโลกมนุษย์ สำหรับภาคที่ 5 ที่ใช้ชื่อว่า The Last Knight นี้ มีการหยิบยืมบางส่วนของตำนานดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์ มาใส่ไว้ในพล็อตด้วย เมื่อดาวไซเบอร์ตรอน ดาวต้นกำเนิดของ ออพติมัสไพรม์ หุ่นยนต์ฝ่ายดีถูกทำลาย เขาจึงต้องเดินทางมายังโลกมาเพื่อตามหาวัตถุลึกลับชิ้นหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวโยงกับพ่อมดเมอร์ลิน ในตำนานของคิงอาเธอร์ ซึ่งเชื่อกันว่าพลังจากวัตถุชิ้นนั้น จะทำให้ดาวของเขากลับมาเป็นเหมือนเดิม และวัตถุชิ้นดังกล่าว อาจจะเกี่ยวโยงกับดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์อีกด้วย

 

          Transformers : The Last Knight พยายามจะสร้างความแตกต่างจากหนังภาคก่อนๆ ด้วยการหยิบเอาตำนานของคิงอาเธอร์และอัศวินโต๊ะกลม มาผสมผสานไว้ในหนัง ให้มีอารมณ์ทั้งล้ำสมัยและโบราณไปพร้อมๆกัน เพื่อสร้างความแปลกใหม่ให้กับหนังภาคต่อชุดนี้ แต่ปรากฏว่า เป็นความพยายามที่ล้มเหลว เพราะหนังทำเงินในอเมริกาไปเพียง 130 ล้านเหรียญฯ ลดลงจากภาคก่อนๆที่ทำเงินระดับ 300 ล้านเหรียญฯกันแทบทั้งนั้น ใครก็อยากดูว่าหนังจะเอาเรื่องของ คิงอาเธอร์ มาผูกไว้อย่างไรก็ดูกันเพลินๆก็พอ

 

Dragonheart (ปี 1996)

 

          นี่คือหนังผจญภัยแฟนตาซี ที่เป็นผลงานกำกับยุคแรกๆของ ร็อบ โคเฮน ผู้กำกับหนังแอ็กชันสายเอ็กซ์ตรีมอย่าง The Fast and The Furious และ xXx เล่าเรื่องราว ของโบเว่น อัศวินที่เดิมที เป็นครูสอนฝึกการต่อสู้ ให้กับเจ้าชาย เพื่อหวังว่าจะไม่โตไปเป็นทรราชย์แบบเดียวกับพ่อ ซึ่งเป็นกษัตริย์องค์ปัจจุบัน หลังจากเหตุการณ์กบฏทำให้เจ้าชายได้รับบาดเจ็บ ราชินีจึงพาไปหามังกร เพื่อช่วยชีวิต มังกรตัดสินใจมอบหัวใจครึ่งนึงให้ พร้อมกับการขอให้เจ้าชายสัญญาว่าจะขึ้นปกครองโดยธรรม แต่ปรากฏว่าเจ้าชายกลับเลวร้ายยิ่งกว่าพ่อ ทำให้โบเว่น รู้สึกแค้นมังกรอย่างมาก ที่ทำให้นิสัยของเจ้าชายเปลี่ยนไป เพราะหัวใจของมังกร เขาจึงออกตามล่ามังกรทุกตัวให้สิ้นซาก

 

          แม้พล็อตหลักของ Dragonheart จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับตำนานของกษัตริย์อาเธอร์มากนัก แต่ปมสำคัญของหนังก็มีเข้ามาเกี่ยวข้อง กับโบเว่นไปหลบซ่อนการตามล่าอยู่ในสุสานของอัศวินโต๊ะกลม และมีนิมิตถึงคิงอาเธอร์ ทำให้เขาได้ระลึกว่าคุณสมบัติที่แท้จริงแล้วของอัศวินคืออะไร ทำให้เขากลับใจ ทำหน้าที่เพื่อชาวบ้าน เพื่อปกป้องแผ่นดินอีกครั้งหนึ่ง กลายเป็นการมาของคิงอาเธอร์ในหนังเรื่องนั้น เป็นจุดสำคัญที่ตัวละครหลักพลิกเส้นทางชีวิตของตัวเองเลยทีเดียว

 

          สำหรับ Dragonheart ถือว่าประสบความสำเร็จปานกลาง สมัยที่เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ แต่ได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้นเมื่อออกเป็นวีดีโอและฉายตามเคเบิ้ลต่างๆ จนค่ายหนังยูนิเวอร์แซล ตัดสินใจสร้างหนังทั้งภาคต่อและภาคก่อนหน้า ออกมาถึง 4 เรื่อง แต่เป็นการสร้างที่ใช้ทุนไม่มาก และเพื่อลงแผ่นเท่านั้น ไม่ได้เข้าฉายในโรงแต่อย่างใด ซึ่งหนังภาคต่อๆมา ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตำนานของกษัตริย์อาเธอร์แต่อย่างใด

 

The Magic Sword : Quest For Camelot (ปี 1998)

 

          นอกจากเวอร์ชันภาพยนตร์แล้ว ตำนานของคิงอาเธอร์ ยังถูกนำมาสร้างเป็นแอนิเมชันหลายครั้ง หนึ่งในนั้นคือหนังเรื่อง The Magic Sword นี้ของค่ายวอร์เนอร์ฯ ที่ไม่ได้เล่าเรื่องราวของกษัตริย์อาเธอร์โดยตรง แต่หยิบเอาเหตุการณ์บางส่วนมาต่อยอด เล่าเรื่องราวของ รูเบอร์ (พากย์เสียงโดย แกรี่ โอลด์แมน) อดีตอัศวินที่มักใหญ่ใฝ่สูง หวังจะครองบัลลังก์ เลยวางแผนขโมยดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์จากคิงอาเธอร์ เขาขโมยมาได้สำเร็จ แต่ดาบกลับหายไปในป่าลึก เป็นโอกาสให้ เคย์ลีย์ สาววัยรุ่นออกตามหาดาบนี้เช่นกัน เพื่อจะมอบคืนให้คิงอาเธอร์ และเธอเองจะได้แก้แค้น รูเบอร์ ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยสังหารพ่อของเธอ ที่เป็นอัศวินผู้ปกป้องราชบัลลังก์

 

          แม้ว่าหนังจะเล่าเรื่องอย่างสนุกสนาน และได้นักแสดงดังมากมายมาพากย์เสียง (รวมถึง พระเอกเจมส์บอนด์ เพียร์ซ บรอสแนน ก็มาร่วมให้เสียงเป็นคิงอาเธอร์ในหนังเรื่องนี้ด้วย) แต่ด้วยคู่แข่งที่เข้าฉายชนกันมากมาย ทำให้หนังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ทำรายได้ไปเทียบเท่ากับทุนสร้างเท่านั้น

 

The Sorcerer's Apprentice (ปี 2010)

 

          หนังแอ็กชันแฟนตาซี อีกหนึ่งผลงานอำนวยการสร้างของ เจอร์รี่ บรั๊คไฮเมอร์ (ที่อำนวยการสร้าง King Arthur) ที่ยกเอาทีมเบื้องหลังจากหนังผจญภัย National Treasure ทั้งผู้กำกับ จอน เทอร์เทลโทบ และนักแสดงนำ นิโคลัส เคจ มาอยู่ในหนังเรื่องนี้ แม้เรื่องราวหลักในหนังจะไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับตำนานคิงอาเธอร์ แต่ในช่วงต้นนั้นก็โยงมาจากตำนานนี้ เล่าถึงพ่อมดเมอร์ลิน ที่มีลูกศิษย์ฝึกหัดเวทมนตร์ทั้งหมด 3 คน แต่หนึ่งในนั้นกลับทรยศไปเข้ากับฝ่ายร้าย หนึ่งในลูกศิษย์ฝ่ายดี จึงต้องออกปราบ แล้วเรื่องราวทั้งหมดก็ดำเนินมาสู่ยุคปัจจุบัน ที่ศึกการต่อสู้ระหว่างพ่อมดทั้งสองฝ่ายยังไม่จบสิ้น และกำลังจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

 

         
          สำหรับ The Sorcerer's Apprentice ถือเป็นหนังเกี่ยวกับพ่อมดอีกเรื่อง ที่พยายามนำเอาตำนานของพ่อมดเมอร์ลินมาต่อยอด เล่าเรื่องราวของพ่อมดในยุคปัจจุบัน ในบรรยากาศของแมนฮัตตัน ที่พ่อมดฝ่ายดีต้องตามหาชายที่จะสามารถสืบทอดพลังเวทมนตร์ของเมอร์ลินให้ได้ เพื่อทำการปกป้องโลก สำหรับหนังเรื่องนี้ถือว่าประสบความสำเร็จระดับปานกลางสำหรับดิสนีย์ จากทุนสร้างราว 150 ล้านเหรียญฯ หนังทำเงินทั่วโลกไป 215 ล้านเหรียญฯ ส่วนหนึ่งที่หนังไม่สามารถทำเงินตามเป้าได้ เพราะเจอกับคู่แข่งที่หินมาก ที่เข้าฉายในช่วงใกล้เคียงกันอย่าง Inception และ Despicable Me อย่างที่ทราบกันดีว่าทั้งสองเรื่องขึ้นแท่นหนังซูเปอร์ฮิตไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

***************

 

เกร็ดที่น่าสนใจเกี่ยวกับ The Kid Who Would Be King

 

  • รีเบคก้า เฟอร์กูสัน ให้สัมภาษณ์ว่า หนังเรื่องนี้ ถ่ายทำช่วงเวลาเดียวกับ Mission: Impossible – Fallout โดยเธอแบ่งเวลาช่วงวันธรรมดาในการถ่าย Mission: Impossible และใช้เวลาวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ในการถ่ายทำหนังเรื่องนี้ และระหว่างการถ่ายทำทั้ง 2 เรื่องอยู่นั้น เธอตั้งครรภ์อีกต่างหาก ขยันทำงานจริงๆ

 

  • โรงเรียนในอังกฤษ ที่ใช้้เป็นโลเคชันหลักในการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นโรงเรียนเก่าที่ เพียร์ซ บรอสแนน พระเอก เจมส์ บอนด์ เคยเรียนสมัยเด็กๆ ซึ่งช่วงที่พระเอกคนนี้กำลังโด่งดัง เขาก็เคยพากย์เสียงเป็น คิงอาเธอร์ ในหนังเรื่อง The Magic Sword อีกด้วย ซึ่งมีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับตำนานดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์ เช่นเดียวกับ The Kid Who Would Be King
***************
 
SO WATCH
BY GOSSIPGUN

บันเทิง