SO WATCH BY GOSSIPGUN |

SO WATCH BY GOSSIPGUN


บทสรุปไตรภาคสุดมันส์ของ John Wick

HIGHLIGHTS

 

  • John Wick แม้จะเป็นหนังแอ็กชั่นที่อัดแน่นด้วยคิวบู๊ แต่กลับเป็นที่ชื่นชอบอย่างมากของเหล่าบรรดานักวิจารณ์ ที่เทคะแนนในแง่บวกให้อย่างล้นหลาม จากภาคแรกที่คะแนนนักวิจารณ์แง่บวกได้ไป 85% ล่าสุดเดินทางมาถึงภาคที่ 3 และกวาดคำชมไปมากมายก่ายกองถึง 95% เลยทีเดียว ซึ่งหาได้ยากมากในหนังแนวแอ็กชัน

 

  • โดยรวม John Wick Chapter 3 ได้รับคำชมในส่วนของฉากแอ็กชั่น ซึ่งในภาคล่าสุดนี้ ไม่เพียงแต่เพิ่มปริมาณของคิวบู๊ให้เยอะสะใจแฟนๆแล้ว ยังทวีคูณทั้งความโหด ความรุนแรง รวมถึงออกแบบให้แตกต่าง และแปลกใหม่ สาแก่ใจแฟนประจำของแฟรนไชส์นี้ยิ่งนัก

 

  • นอกจาก คีอานู  รีฟส์  แล้ว  ในภาคล่าสุดนี้ หนังได้เพิ่มตัวละครเด็ดๆมาเพียบ   ทั้งตัวละครที่เป็นมนุษย์ และตัวละครที่เป็นสัตว์  จึงไม่แปลกใจเลยที่  John Wick  จะกลายเป็นหนังแอ็กชั่นขวัญใจคนรักสัตว์ เพราะมีคิวบู๊หลายฉาก ที่เหล่าบรรดาสัตว์เลี้ยงน้อยใหญ่ ได้โชว์ความสามารถ เป็นหัวใจสำคัญของฉากนั้นๆ


         John Wick เริ่มจากการเป็นหนังแอ็กชันทุนต่ำ ใช้ทุนสร้างเพียง 30 ล้านเหรียญฯเท่านั้น ซึ่งน้อยผิดวิสัยจากหนังบู๊เรื่องก่อนๆ ของพระเอก คีอานู รีฟส์ เป็นอย่างมาก โดยหนังแอ็กชันที่ออกฉายก่อนหน้านั้นของพระเอกคนนี้คือ 47 Ronin ใช้เงินในการสร้างไปมากถึง 175 ล้านเหรียญฯ แต่กลับทำรายได้ในอเมริกา ต่ำเตี้ยเรี่ยดินเพียง 38 ล้านเหรียญฯ จึงไม่แปลกที่พระเอกคนดังจะเริ่มเข็ดหลาบกับหนังฟอร์มยักษ์ ที่ไม่ได้การันตีการทำเงินแต่อย่างใด

 

         
               John Wick เริ่มต้นด้วยการเป็นผลงานกำกับหนังใหญ่เป็นครั้งแรกของสองสตั้นท์แมน อย่าง แชด สตาร์เฮลสกี้ และเดวิด ลินซ์   ทั้งคู่ผ่านการเล่นฉากเสี่ยงตายมาอย่างโชกโชน    รวมถึงรู้จัก   คีอานู รีฟส์ อยู่แล้ว เพราะเป็น Stunt Double ให้กับพระเอกคนดังในหนัง The Matrix ไตรภาค จึงเริ่มชักชวนนำมาสู่โปรเจ็คหนังแอ็กชันที่ฟอร์มไม่ใหญ่มากนัก ซึ่งให้ความสำคัญกับหัวใจของหนังแอ็กชั่นมากที่สุด นั่นคือการออกแบบคิวบู๊ ซึ่งทำให้ John Wick ภาคแรกประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม ในยุคที่หนังแอ็กชั่นส่วนใหญ่มาพร้อมกับ คอมพิวเตอร์กราฟฟิคที่แปลกตา แต่หนังเรื่องนี้กลับย้อนสู่จุดเริ่มต้น ฉากบู๊ที่มีเพียงมนุษย์ธรรมดาๆ กับอาวุธอย่างปืน มีด หรือแม้แต่การต่อสู้ด้วยมือเปล่า

 

          ไม่เพียงแค่ฉากแอ็กชั่นที่ทำได้อย่างถึงใจเท่านั้น สิ่งที่ทำให้ John Wick เป็นที่จดจำของแฟนๆจากทั่วโลก คือพล็อต ที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรมาก แต่ขับเคลื่อนตัวละครได้อย่างดีเยี่ยม เมื่อพระเอกคือ อดีตนักฆ่าที่วางมือไปแล้ว เพื่อสร้างครอบครัวกับผู้หญิงที่เขารัก แต่แล้วทุกอย่างก็ไม่เป็นดั่งฝัน คนรักของเขาจากไปด้วยโรคร้าย ทิ้งไว้เพียงสุนัข ของขวัญชิ้นสุดท้ายที่จอห์นได้รับ เป็นสัญลักษณ์แทนใจของเธอ แต่สุนัขตัวนี้กลับโดนโจรชั่วฆ่าทิ้ง จึงนำมาสู่การจับปืนอีกครั้งของจอห์น เพื่อไล่ล่าคนร้าย ฆ่าล้างบางพวกมัน เพื่อล้างแค้นให้กับสิ่งที่เขารัก

 

          John Wick ภาคแรกกวาดรายได้ทั่วโลกไป 80 ล้านเหรียญฯ มากกว่าทุนสร้างถึง 4 เท่า แถมยังกวาดคะแนนนักวิจารณ์ไปอย่างท่วมท้น ด้วยคะแนนจาก Rotten Tomatoes ที่เผยว่ามีนักวิจารณ์ชื่นชอบหนังเรื่องนี้ไปถึง 85% ซึ่งเยอะมากสำหรับหนังแอ็กชั่นเพียวๆแบบนี้ (และคะแนนเพิ่มขึ้นเป็น 89% ในภาคสอง และเพิ่มขึ้นไปอีกเป็น 95% ในหนังภาคสาม) ทำให้ John Wick ไม่ใช่แค่หนังแอ็กชันดาดๆทั่วไปเท่านั้น แต่ยังอัดแน่นด้วยคุณภาพ

 

          สำหรับหนังภาคสองนั้น ไม่เพียงแต่จะคงไว้ซึ่งฉากแอ็กชั่นที่ดีไซน์มาอย่างดีเยี่ยมไม่แพ้ภาคแรก แต่หนังยังขยายเรื่องราวในจักรวาลของ John Wick ให้ใหญ่โตขึ้น ทำให้ผู้ชมเห็นภาพรวมขององค์กรนักฆ่า ที่ยิ่งใหญ่และเป็นระบบตามที่เราเห็นในภาคแรก หนังแนะนำให้ผู้ชมรู้จัก โรงแรม ดิ คอนทิเนนทั่ล สถานที่พักพิงของเหล่าบรรดานักฆ่าด้วยกฏเหล็กที่ว่า ห้ามสังหารกันภายในสถานที่แห่งนี้ ซึ่งในหนังภาคที่สอง จบลงด้วยการที่จอห์น ละเมิดกฏและฆ่าคนในโรงแรม ทำให้ จอห์น วิค ถูกตัดออกจากการเป็นสมาชิกขององค์กร ความช่วยเหลือทั้งหมดถูกระงับ มิตรสหายต่างๆห้ามให้ความช่วยเหลือ มิฉะนั้นจะมีความผิด เขากลายเป็นบุคคลที่มีค่าหัวสูงถึง 14 ล้านเหรียญฯ และเป็นที่ต้องการของมือสังหารจากทั่วโลก จากเดิมในสองภาคแรก ที่เราได้ดูจอห์น วิค เป็นผู้ไล่ล่า ล้างแค้นให้กับคนที่เขารัก ในภาคล่าสุดทุกอย่างจะกลับตาลปัตรทั้งหมด เมื่อจอห์น กลายเป็นผู้ถูกล่า เขาต้องหนีจากมือสังหารระดับพระกาฬ กลายเป็นความมันส์แบบที่แฟนๆต่างตั้งตารอคอย

 

          ก่อนที่จะดู John Wick Chapter 3 ต้องยอมรับว่าตั้งความหวังไว้ค่อนข้างสูง เพราะภาคที่ 2 ปูเรื่องไว้อย่างเดือด พร้อมกับคำกล่าวที่ว่า ภาค 3 นั้น จะดำเนินเรื่องต่อจากเหตุการณ์ในท้ายภาคที่ี 2 แบบทันที การหนีเอาตัวรอดของ จอห์น วิค จะเกิดขึ้นตั้งแต่นาทีแรกของหนัง ยิ่งกระแสตอบรับจากรอบนักวิจารณ์ในอเมริกา ยิ่งบิ้วความน่าดูไปกันใหญ่ เมื่อคะแนนรีวิวออกมาในแง่บวกแบบสุดๆ แทบทุกคนชื่นชมไปในทางเดียวกัน แถมยังถือว่าเป็นหนัง John Wick ภาคแรก ที่กล้าหาญชาญชัย ขยับมาฉายช่วงต้นซัมเมอร์ ที่โดยปกติแล้วมีแต่หนังฟอร์มยักษ์เท่านั้น ยิ่งตอกย้ำเข้าไปอีกว่า ภาคนี้น่าจะมีของดีอยู่ไม่น้อย

 

          หลังจากดูจบก็ค้นพบว่า John Wick Chapter 3 มาพร้อมกับการทวีคูณสิ่งต่างๆ เพิ่มขึ้นทั้งฉากแอ็กชั่น เพิ่มทั้งความโหด เพิ่มตัวเรื่อง ขยายให้ใหญ่โตขึ้น จนทำให้ John Wick ไม่ใช่หนังแอ็กชันฟอร์มเล็กแบบภาคแรกอีกต่อไป ไฮไลต์สุดของหนังเรื่องนี้ คงหนีไม่พ้นฉากแอ็กชั่น ที่ภาคนี้จัดเต็มแบบ Non-Stop มากๆ เรียกว่าพักให้คนดูหายใจน้อยเหลืิอเกิน ทำให้เหนื่อยระหว่างดูไปตามๆกัน (คล้ายๆกับตอนดู Mad Max : Fury Road หรือ Train To Busan ที่ลุ้นกันแบบไม่หยุดหย่อน) ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ อาจกล่าวได้ว่าหนังอัดแน่นด้วยฉากแอ็กชั่นถึงเกือบ 70% ของหนัง เหลือพื้นที่เพียงประมาณ 30% เท่านั้นไว้เดินเรื่อง เป็นช่วงพักเหนื่อยสำหรับผู้ชม ให้ตัวละครต่างๆได้มีบทสนทนากับเขาบ้าง

 

          นอกจากปริมาณคิวบู๊ที่เพิ่มขึ้นแล้ว ดีกรีความโหด ความรุนแรงของหนัง ยังจัดเต็ม ไต่ระดับความเหี้ยมไปไกลขึ้นเรื่อยๆ จากภาคก่อน ที่เราจะได้เห็น จอห์น วิค เริ่มพัฒนาอาวุธ จากปืนหรือมีด มาเป็นสิ่งของรอบตัวอย่างดินสอ ในภาคนี้จะได้เห็นอุปกรณ์แปลกๆ เพิ่มมากขึ้น หรือถ้าใช้อาวุธปกติ ก็มีการเพิ่มระดับความโหด ความสมจริงมากขึ้นไปอีก จนต้องยอมรับว่า หลายฉากถึงขั้นต้องเบือนหน้านี้ เพราะไม่กล้าดูแบบเต็มๆ หนังใช้ประโยชน์จากการเป็นหนังเรต R แบบสุดขอบมากๆ ใครที่เป็นคอหนังโหดน่าจะชื่นชอบเรื่องนี้ได้ไม่ยาก เพราะสะใจสุดๆ แต่ก็ต้องออกโรงเตือนไว้ก่อน สำหรับเด็กๆหรีือสตรีมีครรภ์ เพราะไม่แน่ใจว่าจะสามารถรับมือกับความโหดและรุนแรงของหนังที่เพิ่มขึ้นอย่างมากได้หรือไม่

 

          ไม่เพียงแต่ในแง่ฉากแอ็กชั่นเท่านั้นที่ทำได้เหนือกว่าภาคก่อนๆ ในส่วนของพล็อตเรื่องและบทภาพยนตร์ ต้องยอมรับว่าหนังภาคนี้ ไปได้ไกลมากทีเดียว จากภาคแรกหนังเริ่มต้นด้วยเรื่องราวส่วนตัวของจอห์น ในภาคนี้มันถูกขยายใหญ่ จากระดับปัจเจกเป็นระดับสังคมแล้ว หนังมีตัวละครเข้ามาเกี่ยวข้องเยอะขึ้น นอกจากเหตุการณ์ในนิวยอร์ก เริ่มขยายใหญ่ไปถึงต่างประเทศ



               จากเรื่องความแค้นส่วนตัว ถูกพัฒนาไปไกลจนเป็นความแค้นในคนกลุ่มมาก นับตั้งแต่แนะนำให้ผู้ชมได้รู้จัก จอห์น วิคแล้ว ในภาคต่อๆมา หนังถูกขยายจักรวาลเรื่องราวให้ใหญ่ขึ้น (คล้ายจักรวาลมาร์เวลที่กว้างขึ้นเรื่อยๆ) สิ่งที่หนังประสบความสำเร็จคือการเพิ่มระดับความอยากดูของผู้ชม จากท้ายภาคสอง ที่ทำให้คนอยากดูภาคสามมากๆ เชื่อว่า หลังดูภาคนี้จบ ผู้ชมจะยิ่งกระหายอยากดูภาคสี่ มากกว่าเดิมเข้าไปอีก

 

          สิ่งหนึ่งที่เซอร์ไพรส์มากๆสำหรับหนังเรื่องนี้ คือ อารมณ์ขัน ไม่แปลกที่ John Wick จะทำได้ดีในฉากแอ็กชั่นเพราะมันคือหัวใจสำคัญและสิ่งที่คนดูคาดหวังเอาไว้ แต่ที่แปลกใจสุดคือ หนังกลับทำได้ดีมากๆในมุมตลก ซึ่งส่วนใหญ่มาในลักษณะตลกร้าย ทั้งการวางสถานการณ์และบทสนทนาแบบจงใจให้ผู้ชมขำ กับตลกในฉากแอ็กชั่น เพราะความแปลก ความบ้าของซีนนั้นๆ ทำให้ผู้ชมขำออกมา โดยที่ไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งอารมณ์ขันในหนังมีเยอะพอสมควร จนอยากจะหยิบมาชื่นชมว่าหนังทำได้อย่างดี (ดีกว่าหนังตลกจริงๆหลายเรื่องด้วยซ้ำ) ซึ่งถือว่าเป็นการเบรกอารมณ์ในจังหวะที่เหมาะสม หลายช่วงที่หนัง John Wick 3 เครียดและโหดร้ายมากๆ นอกจากเบรกอารมณ์ด้วยฉากสนทนาปกติ หนังกลับเลือกใส่มุมเบาสมองเข้ามา ทำให้รสชาติของหนังกลมกล่อมมากยิ่งขึ้น ไม่ได้จะรุนแรงแบบเอาเป็นเอาตายเพียงอย่างเดียว

 

          ในแง่ของนักแสดงนั้น ดูเหมือนว่า คีอานู รีฟส์ จะทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆในบทของ จอห์น วิค จากภาคแรกเป็นตัวละครที่มีแรงกระตุ้นในการกระทำที่ชัดเจน จนทำให้คนดูตกหลุมรักและเอาใจช่วยตัวละครนี้ ภาคนี้ดูเหมือนจะเป็นภาคที่ผู้ชมเอาใจช่วยเขามากที่สุด แม้ว่าเขาจะทำผิดกฏก็ตาม กลายเป็นคนดูให้กำลังใจคนแหกกฏ และมองผู้คุมกฏว่าเป็นตัวร้ายไปเสียแทน ในขณะที่ฉากบู๊ ซึ่งส่วนใหญ่คีอานู รีฟส์ เลือกจะแสดงเองด้วยนั้น ถือว่าต้องยกนิ้วชื่นชมให้ เพราะแต่ละซีนไม่ง่ายเอาเสียเลย ต้องอาศัยระยะเวลาในการฝึกฝนค่อนข้างนาน

 

          กลุ่มของนักแสดงสมทบซึ่งในภาคนี้ขยายวงกว้างขึ้นมาก ที่ส่วนตัวชื่นชอบที่สุด คือ เอียน แม็คเชน และ แลนซ์ เรดดิก สองนักแสดงที่ีรับบทเป็นผู้จัดการและพนักงานต้อนรับของโรงแรม ดิ คอนทิเนนทั่ล ภาคนี้ทั้งคู่มีเสน่ห์มากขึ้น มีบทบาทมากพอสมควร สร้างสีสันให้กับหนังได้อย่างดี ส่วน ลอว์เรนซ์ ฟิชเบิร์น ที่กลับมาเจอกับ คีอานู รีฟส์ อีกครั้งหลังจาก The Matrix ต้องยอมรับว่าบทของเขาในภาคนี้ ก็ยังไม่เยอะมากเท่าไหร่ น่าจะมาเต็มๆในภาคต่อไป



            ส่วนตัวที่แอบเสียดายสุด คือ ฮัลลี เบอร์รี่ ในส่วนที่เธอปรากฏตัวนั้น เท่ห์มาก แต่ดันมาน้อยกว่าที่คาดหวังไว้เยอะ อยากให้เธอได้มีส่วนในหนังมากกว่านี้

 

          นอกจากตัวละครในส่วนของมนุษย์แล้ว สีสันสำคัญในหนัง John Wick คือเหล่าบรรดาสัตว์ต่างๆที่ปรากฏตัวในหนัง เริ่มจากสุนัขคู่ใจตัวใหม่ของจอห์น ที่แสดงความน่ารักได้อย่างดี คนรักสัตว์จะต้องตกหลุมรักเจ้าสุนัขตัวนี้ได้อย่างไม่ยาก แต่ที่เรียกเสียงฮือฮาที่สุด คงหนีไม่พ้น สุนัขคู่ใจ จำนวน 2 ตัว ของตัวละคร ฮัลลี เบอร์รี่ ที่แทบจะขโมยซีนทั้งหมด เมื่อถึงฉากแอ็กชั่นที่พวกมันต้องมีส่วนร่วม กลายเป็นพระเอกดาวเด่นในซีนนั้นไปเลย จนต้องปรบมือให้ หรือแม้แต่ ม้าในหนังเรื่องนี้ ก็เพิ่มเติมสีสันให้กับฉากนั้นๆพอสมควร กลายเป็นหนังที่ไม่ใช่สร้างแต่ตัวละครมนุษย์มาเรียกคนดูแล้ว ยังสร้างตัวละครสัตว์ มาแต่งแต้มให้หนังน่าสนใจมากขึ้นอีกด้วย

 

          สิ่งที่ส่วนตัวแอบเข้าใจผิดไปเองตั้งแต่แรก คือ การที่คิดว่าหนังเรื่องนี้จะเป็นภาคจบ เป็นการปิดไตรภาค John Wick แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว หนังกลับทำหน้าที่คล้ายๆภาคที่แล้ว คือการขยายเส้นเรื่อง ขยายจักรวาลของจอห์น วิค ให้กว้างขึ้นไปเรื่อยๆ จากภาคแรกที่เล่าเรื่องของปัจเจกบุคคล หนังกำลังเล่าเรื่องที่ใหญ่โตมากขึ้น สิ่งที่หนังทำได้ดีอย่างมาก คือการบิ้วคนดู ให้ต้องการดูหนังมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่ง John Wick 3 คือหนังที่ทำให้การันตีว่า จะมีคอหนังจำนวนมาก แห่เข้าไปดูหนังภาคต่อไป ตั้งแต่วันแรกที่เข้าฉายอย่างแน่นอน เพราะมันบิ้วซะจน อยากดูต่อในวันนี้กันเลยทีเดียว ดังนั้น ฟันธงว่า อนาคตแฟรนไชส์ชุดนี้ น่าจะยังอีกยาวไกล


***************

 

 

เกร็ดอ่านเพลินๆเกี่ยวกับหนัง John Wick

 

  • คีอานู รีฟส์ เผยว่าเขาแสดงฉากแอ็กชั่นในหนัง John Wick ภาคแรกเองถึง 90% (ซึ่งเยอะมาก) ในขณะที่ภาคสอง เพิ่มเป็นมากถึง 95% โหดมาก

 

  • ความบังเอิญที่ไม่บังเอิญ คือ แชด สตาร์เฮลสกี้ (ผู้กำกับ John Wick ทั้งสามภาค) เคยเป็นนักแสดงแทนในฉากเสี่ยงตาย (หรือ Stunt Double) ของ คีอานู รีฟส์ มาก่อน ในหนังไซไฟที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก อย่าง The Matrix

 

  • เดิมที บทร่างแรกของหนัง John Wick เขียนให้ตัวละครนี้ เป็นชายที่มีอายุ 60 ปีกว่าๆ แต่ทางค่ายหนังไม่เห็นด้วย อยากให้ลดอายุของตัวละครนี้ลง แล้วไปเพิ่มในส่วนของเรื่องราวในชีวิตที่ผ่านมามากกว่า ไม่จำเป็นต้องอายุเยอะ แต่มากประสบการณ์

 

  • ก่อนจะถ่ายทำหนัง John Wick ภาคแรก คีอานู รีฟส์ เตรียมความพร้อมด้วยการฝึกการใช้อาวุธต่างๆ และเรียนศิลปะป้องกันตัว นานวันละ 8 ชั่วโมง เป็นเวลาถึง 4 เดือน

 

  • มีรายงานว่าในหนังภาคแรก John Wick ฆ่าคนตายไปทั้งหมด 77 คน

 

  • ในตัวอย่างหนัง John Wick : Chapter 3 มีประโยคนึงที่ ตัวละคร จอห์น วิก พูดว่า "Guns, Lot of Guns” เป็นประโยคเดียวกับที่ คีอานู รีฟส์ เคยพูดในหนัง The Matrix

***************

SO WATCH

BY GOSSIPGUN

บันเทิง