SO WATCH BY GOSSIPGUN |

SO WATCH BY GOSSIPGUN


Dark Phoenix หนัง X-Men เรื่องสุดท้ายก่อนเข้าจักรวาลมาร์เวล

HIGHLIGHTS

 

  • อนาคตของหนังซูเปอร์ฮีโร่ชุด X-Men กำลังเป็นที่จับตามองของคอหนัง เพราะสตูดิโอเจ้าของสิทธิ์อย่างที่สร้างหนังชุดนี้มายาวนานกว่า 20 ปีอย่าง 20th Century Fox กำลังจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของค่าย Disney ทำให้หนัง X-Men : Dark Phoenix จะเป็นหนังในเครือเอ็กซ์เมนเรื่องเกือบสุดท้าย (เหลือ The New Mutants อีกเรื่อง) ที่จะเข้าฉายก่อนที่หนังเอ็กซ์เมนในอนาคต น่าจะมีการเปลี่ยนโฉมไปอย่างแน่นอน

 

  • Dark Phoenix คือหนังเอ็กซ์เมนเรื่องที่ 2 ที่หยิบเอาเส้นเรื่องของ จีน เกรย์ ที่การได้รับพลังมหาศาล จนกลายเป็นฟีนิกซ์มาเล่าเป็นเส้นเรื่องหลัก หลังจากเคยเล่าไปแล้วในหนัง X-Men : The Last Stand แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร และเมื่อมีการล้างเส้นเรื่องใหม่ ทางผู้สร้างจึงมีไอเดียจะนำเรื่องราวนี้ กลับมาเล่าอีกครั้งในหนังภาคนี้

 

  • เส้นทางของ X-Men : Dark Phoenix ก่อนที่จะเข้าโรงภาพยนตร์นั้น ถือว่าผ่านวิบากกรรมใช่ย่อย เพราะมีการเลื่อนวันฉายมาแล้วถึง 2 ครั้ง แม้หนังจะปิดกล้องไปพร้อมๆกับ Deadpool 2 แต่กลับฉายช้ากว่าถึงปีนึงเลยทีเดียว ส่วนหนึ่งเพราะหนังต้องมีการถ่ายซ่อม และปัญหาคือคิวนักแสดงนำ ซึ่งแต่ละคนล้วนคิวแน่น ทำให้การถ่ายทำเพิ่มเติมนั้น ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ไวอย่างที่สตูดิโอตั้งเป้าไว้

X-Men ก่อนจะเป็นภาค Dark Phoenix

 

          นับตั้งแต่หนัง X-Men ภาคแรกที่เข้าฉายเมื่อปี 2000 หากนับรวมหนังในเครือทุกเรื่องแล้ว Dark Phoenix ถือว่าเป็นหนัง X-Men เรื่องที่ 12 และเป็นภาคสุดท้ายแล้วสำหรับเส้นเรื่องหลัก ก่อนที่ตัวละครเอ็กซ์เมนทั้งหมด จะถูกโอนย้ายไปอยู่ภายใต้การดูแลของ Marvel Studio หลังจากบริษัทแม่ของมาร์เวลสตูดิโอ อย่างดิสนีย์ ได้เทคโอเวอร์ค่าย ทเว็นตี้ เซ็นจูรี่ ฟ็อกซ์ ไปเป็นที่เรียบร้อย ทำให้หนังจากนี้ เราคงจะไม่ได้ดูหนัง X-Men แบบเดิมอีกต่อไป แต่ตัวละครเหล่านี้ คงจะไปมีบทบาทในหนังจักรวาลมาร์เวลต่อไปในอนาคต

 

          ถ้านับเฉพาะเส้นเรื่องหลักของ X-Men น่าจะแบ่งหนังออกได้หลักๆเป็นสองกรุ๊ปด้วยกัน กรุ๊ปแรก คือ X-Men รุ่นผู้ใหญ่ ที่เริ่มต้นด้วย X-Men เมื่อปี 2000 ที่ส่งให้ ฮิวจ์ แจ็คแมน ดังเป็นพลุแตกจากบท วูฟเวอรีน จากที่ก่อนหน้านั้น ถือว่าเป็นดาราโนเนมมาเลย ซึ่งในฉบับนี้ มี แพทริค สจ๊วร์ต รับบท โปรเฟสเซอร์เอ็กซ์ และเอียน แม็คเคนเลน รับบท แม็กนิโต้ ซึ่งหนังประสบความสำเร็จ จนกระทั่งมีภาคต่อคือ X2 : X-Men United ตามมาในปี 2003 และ X-Men : The Last Stand ในปี 2006 ซึ่งภาคหลังแม้จะทำเงินอย่างน่าพอใจ แต่กลับโดนนักวิจารณ์ถล่มเล่ะ

 

          ครั้นจะสร้างหนัง X-Men ในรุ่นผู้ใหญ่ต่อไป ทางค่ายฟ็อกซ์เห็นว่าโอกาสจะทำเงินยิ่งขึ้น คงจะยาก เลยพยายามจะรีบูตหนังกลายๆ ด้วยการสร้างหนัง X-Men รุ่นเล็กทางแทน ซึ่งในที่นี้ คือการสร้าง Prequel หรือหนังก่อนภาคแรก หนังมีชื่อว่า X-Men : First Class ออกฉายในปี 2011 พาเราย้อนกลับไปสมัยยุค 60 ทำความรู้จักที่มาของตัวละครหลักๆคือ โปรเฟสเซอร์เอ็กซ์ ซึ่งรุ่นเล็กได้ เจมส์ แม็คอะวอยส์ มารับบทนำ ประกบกับ ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์ ในบทของแม็กนิโต ซึ่งหนังมีอีกหนึ่งแม่เหล็กมาดึงคนดูคือ เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ ในบทมิสทีก หลังจากนั้น เอ็กซ์เมนรุ่นเล็ก ก็มีหนังต่อมาอีก 3 ภาคประกอบด้วย X-Men : Days of Future Past ในปี 2014 ที่เป็นการเอาเอ็กซ์เมนรุ่นผู้ใหญ่มาเจอกับรุ่นเล็กด้วยพล็อตที่มีการข้ามเวลา ต่อด้วย X-Men : Apocalypse เมื่อปี 2016 และปิดท้ายด้วย X-Men : Dark Phoenix ที่กำลังจะเข้าฉายในสุดสัปดาห์นี้

 

     และด้วยความนิยมของตัวละครวูฟเวอรีนของ ฮิวจ์ แจ็คแมน ทำให้ตัวละครนี้ได้รับการอัพเกรดมีหนังเดี่ยวเป็นของตัวเอง จนกระทั่งออกมาครบเป็นไตรภาค ประกอบด้วย X-Men Origin : Wolverine ที่ออกฉายเมื่อปี 2009 ต่อด้วยหนังเรื่อง The Wolverine ในปี 2013 และปิดท้ายด้วย Logan เมื่อปี 2017 ซึ่งถือว่าเป็นการส่งท้ายตัวละครวูฟเวอรีนได้อย่างสวยงาม หลังจากฮิวจ์ แจ็คแมน แสดงเป็นวูฟเวอรีน มาแล้วในหนังถึง 8 เรื่อง (รวม X-Men : First Class ที่โผล่มาในบทรับเชิญด้วย)

 

          นอกจากเส้นเรื่องหลักทั้งสองรุ่นและหนังเดี่ยวของวูฟเวอรีนแล้ว หนังในเครือ X-Men ที่ประสบความสำเร็จจนกระทั่งแซงหน้ารุ่นพี่ไปแบบน่าหมั่นไส้ คือหนัง Deadpool ของพระเอก ไรอัน เรย์โนลด์ นั่นเอง หลังจากที่ตัวละครนี้โผล่มาแบบแว้บๆในหนัง X-Men Origin : Wolverine มาแล้ว หนังเดี่ยวของเด็ดพูลก็ออกฉายในปี 2016 และปี 2018 กลายเป็นหนังที่ทำเงินสูงสุดในเครือ X-Men ไปเลย ด้วยความแปลก ความเกรียนของตัวละคร แม้หนังจะได้เรต R เลยก็ตาม แต่ก็ไม่ได้เบรกความแรงของหนัง ให้กวาดรายได้ลดลงไปเลย

 

          อย่างที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ สุดสัปดาห์นี้ถือว่าเป็นโค้งสุดท้ายแล้ว สำหรับหนัง X-Men ในการดูแลของค่ายฟ็อกซ์ หลังจากออกฉายให้ดูกันมาตลอด 20 ปี ดังนั้นการมาถึงของ X-Men : Dark Phoenix จึงเป็นการทิ้งท้ายของที่มาพร้อมกับตัวละครและนักแสดงกลุ่มนี้ ก่อนที่ตัวละครเหล่านี้ จะถูกนำไปรวมในจักรวาลมาร์เวล ซึ่งยังไม่มีใครทราบทั้งนั้น ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นบ้าง แต่คาดเดากันว่า คงจะล้างไพ่ และเริ่มต้นกันใหม่โดยไม่ยึดของเดิมอย่างแน่นอน

 

เรื่องราวในหนังภาค Dark Phoenix

 

          สำหรับหนังเอ็กซ์เมนรุ่นเล็กนั้น แต่ละภาคจะเล่าเหตุการณ์ในแต่ละศตวรรษ โดยเริ่มจาก X-Men : First Class ที่เล่าเหตุการณ์ในยุค 60 ต่อเนื่องมาที่ภาค Days of Future Past ในยุค 70 และภาคที่แล้วอย่าง Apocalypse เล่าเหตุการณ์ในยุค 80 โดยในภาคล่าสุดนี้ ผู้กำกับ ไซม่อน คินเบิร์ก มีความสนใจ อยากจะหยิบเหตุการณ์เกี่ยวกับ ดาร์ก ฟีนิกซ์ ของ จีน เกรย์ มาเล่าใหม่อีกครั้ง อันที่จริงแล้ว เหตุการณ์ดังกล่าวถูกหยิบมาเล่าไปแล้วครั้งหนึ่งใน X-Men : The Last Stand หนังเส้นเรื่องหลักของเอ็กซ์เมนรุ่นผู้ใหญ่ แต่ไม่ได้รับการตอบรับเท่าที่หวังไว้ และด้วยเหตุการณ์ในภาค Days of Future Past ที่เป็นการล้างเส้นเรื่องเก่า ทำเหมือนเหตุการณ์ในหนัง The Last Stand ไม่เคยเกิดขึ้น ทำให้ทางผู้สร้างมีโอกาสจะเล่าเหตุการณ์เกี่ยวกับ ดาร์ก ฟีนิกซ์ ใหม่อีกครั้งในหนังภาคนี้

 

          เส้นเรื่องของ X-Men : Dark Phoenix นั้น มีหัวใจสำคัญอยู่ที่ตัวละคร จีน เกรย์ ซึ่งในหนังภาคนี้รับบทโดย โซฟี เทอร์เนอร์ จากซีรีส์ Game of Thrones ที่กลับมารับบทนี้อีกครั้งหลังจาก X-Men : Apocalypse (ซึ่งก่อนหน้านี้ในเวอร์ชั่นผู้ใหญ่ หนังได้ เฟมเก้ เจนเซ่น รับบทดังกล่าวถึง 5 ครั้ง) โดยหนังภาคนี้เริ่มต้นขึ้น ด้วยการที่เหล่าเอ็กซ์เมนเป็นฮีโร่ของประชาชน และเริ่มปฏิบัติภารกิจที่อันตรายและเสี่ยงตายมากขึ้น ซึ่งงานล่าสุดคือการออกไปยังนอกโลก เพื่อปฏิบัติภารกิจบางอย่าง ที่ดันเกิดความผิดพลาดขึ้น ทำให้ จีน เกรย์ ได้รับความพลังลึกลับบางอย่างจากนอกโลก ซึ่งถ้าเป็นมนุษย์กลายพันธุ์คนอื่น การรับพลังดังกล่าวก็จะทำให้เสียชีวิตทันที แต่สำหรับ จีน เกรย์ นั้น ทำให้เธอกลายเป็นมนุษย์กลายพันธ์ที่แข็งแกร่งที่สุด

 

          แต่การเป็นมนุษย์กลายพันธ์ที่แข็งแกร่งที่สุดนั้น ทำให้เธอต้องเลือกทางเดินใหม่ จากเดิมที่ จีน เป็นส่วนหนึ่ึงของเอ็กซ์เมนฝ่ายดี ภายใต้การดูแลของโปรเฟสเซอร์เอ็กซ์ แต่หลังจากที่เธอได้รับพลังพิเศษ จนกลายเป็นฟีนิกซ์แล้ว เธอต้องพบกับการชักชวนจากตัวละครปริศนา ที่ว่ากันว่าเป็นเอเลี่ยนในร่างมนุษย์ มาเพื่อกล่อมให้จีน เกรย์ ปล่อยด้านมืดในตัวออกมาโดยเฉพาะ ซึ่งตัวละครนี้ ได้นักแสดงที่เคยเข้าชิงรางวัลออสการ์มาแล้ว อย่าง เจสสิก้า แชสเทน จาก Zero Dark Thirty มารับบทดังกล่าว ทำให้โลกมนุษย์ต้องตกอยู่ในอันตรายอีกครั้ง เมื่อฟีนิกซ์ กำลังจะกลายเป็น "ดาร์ก ฟีนิกซ์"

 

 

เส้นทางสุดวิบาก ก่อนหนังจะได้ฉาย

 

          X-Men : Dark Phoenix ถือว่าเป็นหนังเอ็กซ์เมน ที่ต้องเผชิญกับวิบากกรรมก่อนเข้าฉายมากที่สุดเรื่องหนึ่ง ทั้งจากปัจจัยภายในเรื่องของคุณภาพหนังเอง ที่ผลลัพธ์ในรอบแรกยังไม่เข้าตาผู้บริหารสตูดิโอเท่าไหร่นัก และปัจจัยภายนอก คือการควบรวมกันของค่ายทเว็นตี้ เซ็นจูรี่ ฟ็อกซ์ ที่ต้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของค่ายดิสนีย์ ทำให้โปรแกรมการเข้าฉายนั้น ถูกเลื่อนไปหลายต่อหลายรอบเพื่อความเหมาะสมมากที่สุด

 

          หลังจากการเข้าฉายของ X-Men : Apocalypse เมื่อปี 2016 ดูเหมือนว่ากระแสตอบรับจะไม่ดีอย่างที่ทางสตูดิโอคาดหวังไว้ ทำให้ทางฟ็อกซ์เริ่มลังเลว่า หนัง X-Men หลังจากนี้จะไปในทิศทางไหนดี รวมถึงสัญญาของ 4 นักแสดงนำ อย่าง เจมส์ แม็คอะวอยส์, ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์, เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ และนิโคลาส โฮล์ต ได้หมดลง หลังจากแสดงในหนัง X-Men ครบคนละ 3 ภาคเป็นที่เรียบร้อยแล้ว รวมถึงผู้กำกับขาประจำของแฟรนไชส์นี้อย่าง ไบรอัน ซิงเกอร์ จะไม่กลับมากำกับ (ซึ่งซิงเกอร์ เบนเข็มไปกำกับ Bohemian Rhapsody หนังอีกหนึ่งเรื่องของค่ายฟ็อกซ์แทน) ทำให้ตัวเต็งในการนั่งแท่นผู้กำกับ คือ ไซม่อน คินเบิร์ก โปรดิวเซอร์หนังชุดนี้ ที่อยู่กับหนัง X-Men มาโดยตลอดแต่ยังไม่เคยนั่งแท่นผู้กำกับเองเสียที โดยไซม่อนสนใจในการนำเรื่องราวของ Dark Phoenix กลับมาเล่าอีกครั้ง หลังจากไม่ประสบความสำเร็จใน X-Men : The Last Stand ซึ่งเป็นไอเดียที่ทางสตูดิโอก็ให้ความสนใจเช่นกัน

 

          โปรเจ็ค X-Men ภาคใหม่เริ่มต้นงานสร้างขึ้นในเดือนมีนาคม 2017 โดยมีเป้าหมายแรกในการเข้าฉายคือ 2 พฤศจิกายน 2018 ซึ่ง หนังเริ่มต้นโดยการได้ โซฟี เทอร์เนอร์ นักแสดงหญิงที่กำลังมาแรงจาก Game of Thrones กลับมารับบท จีน เกรย์ อีกครั้ง หลังจากเธอถูกแนะนำตัวไปแล้วใน X-Men : Apocalypse ซึ่งในคราวนี้เธอจะเป็นศูนย์กลางของหนังแล้ว โดยทางไซม่อนได้เผยไอเดียว่า อยากเล่าเรื่องในภาค Dark Phoenix ให้แตกต่างออกไปจากเดิม แบบเดียวกับที่ Logan ฉีกจากขนบเดิมของหนังวูฟเวอรีน และ Deadpool ฉีกจากสูตรสำเร็จเก่าของหนังชุด X-Men

 

         หลังจากโปรเจ็คได้รับไฟเขียวจากทางสตูดิโอ สี่นักแสดงนำจากภาคก่อนที่หมดสัญญาไปอย่าง แม็คอะวอยส์, ฟาสเบนเดอร์, ลอว์เรนซ์ และโฮล์ต ต่างกลับมาร่วมแสดงนำ ซึ่งทุกคนเซ็นต์สัญญาเพิ่มเติมอีกภาค โดยมีข่าวหลุดออกมาในตอนแรก ว่าทางฟ็อกซ์กำลังเจรจากับนักแสดงแถวหน้าอย่าง แองเจลิน่า โจลี่ ให้มารับบทนำเป็นตัวร้ายประจำภาคนี้ ก่อนที่เธอจะปฏิเสธไป และบทดังกล่าวตกเป็นของ เจสสิก้า แชสเทน แทน โดยการถ่ายทำหนังในภาคนี้ เกิดขึ้นระหว่างเดือนมิถุนายน ถึงตุลาคมในปี 2017 และจะใช้เวลาราวหนึ่งปีเต็มๆ ในการทำ Post-Production เพื่อให้หนังออกมาสมจริงมากที่สุด

 

          ปัญหาสำหรับ X-Men : Dark Phoenix เริ่มเกิดขึ้นในเดือนมีนาคม 2018 หลังจากหนังผ่านการตัดต่อโดยคร่าวๆ และฉายรอบทดลอง แต่ผลตอบรับกลับไม่เป็นตามที่คาดไว้ ทำให้ทางสตูดิโอ และไซม่อน คินเบิร์ก เอง ตัดสินใจถ่ายทำเพิ่มเติมในบางฉาก เพื่อให้ภาพรวมของหนังออกมาสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น แต่การเปิดกล้องเพื่อถ่ายทำเพิ่มเติมนั้น ยากกว่าที่คิด เพราะนักแสดงของหนัง X-Men ล้วนแต่ตัวเทพ และคิวแน่นทั้งสิ้น ทำให้กว่าที่นักแสดงจะกลับมารวมตัวกันเพื่อถ่ายเพิ่มได้นั้น คือเดือนกันยายน 2018 เลยทีเดียว ทำให้หนังเหลือเวลาอีกเพียงเดือนเศษๆ ก่อนที่จะถึงคิวฉาย 2 พฤศจิกายน ซึ่งไม่สามารถทำขั้นตอน Post-Production ได้ทันอย่างแน่นอน ทางค่ายจึงตัดสินใจขยับหนังไปฉายในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2019 แทน

 

          หลังจากการถ่ายทำซ่อมเริ่มต้นขึ้น และทางค่ายหนังได้ปล่อยตัวอย่างแรกออกมาในเดือนกันยายน 2018 ทางฟ็อกซ์ก็ได้ประกาศวันฉายใหม่อีกครั้ง เป็นการเลื่อนฉายครั้งที่ 2 จากเดิมที่หนังจะเข้าฉายช่วงวันวาเลนไทน์ในปี 2019 ขยับไปเป็นช่วงซัมเมอร์ ในวันที่ 6 มิถุนายนแทน แม้ว่าจะขยับออกไปไกลกว่าเดิมอีกถึง 4 เดือน แต่ทางค่ายหนังเชื่อว่า วันฉายดังกล่าวจะเป็นผลดีกับหนังมากกว่า เพราะโดยปกติแล้วช่วงซัมเมอร์ เด็กนักเรียนในอเมริกาจะปิดเทอม และมีเวลาในการเข้าโรงหนังมากยิ่งขึ้น โดยหนังมีการเปลี่ยนชื่อในอเมริกา เหลือเพียง 'Dark Phoenix' เท่านั้น ไม่มีคำว่า X-Men ในชื่อหนังแต่อย่างใด แต่ในประเทศอื่นๆนอกอเมริกา รวมถึงประเทศไทย ยังมีการใช้ชื่อหนังว่า X-Men : Dark Phoenix เหมือนเดิม เพราะเกรงว่าผู้ชมจะไม่ทราบว่าเป็นภาคต่อของเอ็กซ์เมน และชื่อของ X-Men ยังขายได้อยู่ ต่างจากอเมริกาที่หวั่นเกรงว่า คำว่า X-Men จะเป็นผลเสียมากกว่าผลดี

     

ความรู้สึกหลังชม X-Men : Dark Phoenix

 

          อย่างที่เกริ่นไปก่อนหน้านี้ ดูเหมือนว่า Dark Phoenix จะเป็นหนัง X-Men ภาคที่ผ่านวิบากกรรมก่อนเข้าฉายอยู่ไม่น้อย ซึ่งภาพยนตร์หลายเรื่องผ่านการถ่ายซ่อมก็ออกมาดี แต่บางเรื่องก็ไม่สามารถกู้วิกฤตความย่ำแย่ได้ โดยความน่ากลัวของหนัง เริ่มชัดเจนขึ้น เมื่อนักวิจารณ์ฝั่งอเมริกาทยอยได้ชมภาพยนตร์รอบพิเศษแล้ว และคะแนนเฉลี่ยนักวิจารณ์จากเว็บไซต์ Rotten Tomatoes มีคนชื่นชอบเพียง 22% เท่านั้น ยิ่งทำให้ก่อนเข้าดูหนังเรื่องนี้ เริ่มไม่คาดหวังอะไรเท่าไหร่แล้ว

 

          หลังดู X-Men : Dark Phoenix ก็พบว่า หนังไม่ได้ย่ำแย่อะไรขนาดนั้น อย่างน้อยก็ไม่ได้เลวร้ายในระดับเดียวกับที่ Fantastic Four ฉบับล่าสุดเคยทำไว้ ซึ่งเป็นมาตรฐานความพังของหนังซูเปอร์ฮีโร่ ในขณะเดียวกัน ส่วนตัวชื่นชอบหนังภาคนี้ มากกว่าภาคที่แล้วอย่าง X-Men : Apocalypse ด้วยซ้ำ แต่ก็ต้องยอมรับว่า หนังมีทั้งข้อดีที่น่าชื่นชม และข้อเสียที่ควรตำหนิอยู่เยอะเหมือนกัน

 

          ในแง่ของข้อดี ต้องยอมรับว่า X-Men ภาคนี้ค่อนข้างเล่าเรื่องเป็นเอกภาพ และโฟกัสที่ตัวละคร จีน เกรย์ ของ โซฟี เทอร์เนอร์ เป็นหลัก ทำให้เล่าเรื่องไม่สะเปะสะปะ มีประเด็นที่ค่อนข้างชัดเจน ต่างจากภาคก่อนๆ ทั้ง Days of Future Past และ Apocalypse ที่มีความมะรุมมะตุ้ม หลากหลายตัวละครแย่งกันทำนู่นนั่นนี่เต็มไปหมด แต่ภาคนี้พอได้ จีน เกรย์ เป็นเซ็นเตอร์ของเรื่องราว ก็ทำให้หนังดูมีทิศทางของเส้นเรื่องที่ชัดเจน และง่ายต่อการติดตามมากยิ่งขึ้น อีกหนึ่งส่วนที่คิดว่าทำได้ดีทีเดียว คือการปูเรื่องในครึ่งแรก การค่อยๆขยี้ประเด็นทั้งหมดที่เกี่ยวกับจีน หนังสร้างอารมณ์ร่วมกับผู้ชมได้อย่างดี ฉากดราม่าที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครต่างๆ ก็ถูกเล่าและขยี้อารมณ์ได้อย่างพอเหมาะ ขณะที่ดูมาถึงครึ่งแรกของหนัง ก็พบว่าไม่ได้แย่อะไรเลย ดีกว่าภาคที่แล้วด้วยซ้ำ

 

          แต่ปัญหาสำหรับ X-Men : Dark Phoenix เริ่มชัดเจนมากขึ้นในช่วงครึ่งหลัง ที่หนังเดินเรื่องมาสู่ในส่วนของการคลี่คลายปม ที่ส่วนตัวมองว่า หนังหาทางออกค่อนข้างง่าย ตัวละครต่างๆ มีการตัดสินใจในการกระทำบางอย่าง ที่พลิกไปมาอย่างรวดเร็วเกินไป จนบางทีไม่มีเหตุผลที่หนักแน่นพอในการรองรับ ทำให้หนังดูเบาหวิวไปโดยปริยาย ซึ่งไม่แปลกใจเท่าไหร่นัก เพราะตามข่าวที่ทราบมา การถ่ายทำซ่อมส่วนใหญ่ก็จะเป็นฉากในองค์สุดท้ายของหนัง ถือว่าเป็นการแก้ไขที่อาจจะยังไม่ดีพอสำหรับภาพรวมของภาคนี้

          อีกหนึ่งจุดที่ส่วนตัวมองว่า Dark Phoenix ดูดร็อปลงไปจาก X-Men ภาคก่อนๆคือฉากแอ็กชันและฉากต่อสู้ ที่ค่อนข้างสเกลเล็ก เมื่อเทียบกับภาคก่อนหน้านี้ทั้งหลาย แต่ละฉากมีการเล่นใหญ่กว่านี้ รวมถึงฉากต่อสู้ในครึ่งหลังของหนัง ค่อนข้างอยู่ในช่วงเวลากลางคืน ทำให้ดูยากพอสมควร ถ้า Avengers : Endgame มีฉากต่อสู้ส่งท้ายที่ยิ่งใหญ่อลังการ เรื่องนี้ก็ถือว่าทำได้ตรงกันข้ามเลย กลายเป็นฉากบู๊ช่วงหลัง เบากว่าภาคก่อนๆ จนแอบคิดไม่ได้ว่าทุนหมดหรือเปล่า

 

          สรุปแล้ว X-Men : Dark Phoenix เป็นหนังภาคปิดท้ายเรื่องราวของเอ็กซ์เมน ที่อาจจะยังไม่ได้เพอร์เฟ็คคะแนนเต็มร้อย แต่ก็ไม่ได้ย่ำแย่ตามกระแสที่มาตั้งแต่แรก หนังมีส่วนที่น่าชื่นชม ทั้งการปูเรื่องและฉากดราม่า แต่ก็ยังมีปัญหาในส่วนของการคลี่คลายปม ที่ง่ายดายจนน่าตำหนิ และฉากแอ็กชันที่ดูเล็กลงไปจากภาคก่อนๆอย่างน่าเสียดาย แต่สำหรับแฟนๆของ X-Men ที่ติดตามมาตลอดเกือบ 20 ปีนั้น ก็แนะนำว่า ยังไงก็ไม่ควรพลาดกับบทสรุปเรื่องราว และการทิ้งท้ายในครานี้

 

เกร็ดอ่านเพลินๆเกี่ยวกับหนัง X-Men : Dark Phoenix

 

  • ภาพยนตร์เรื่อง X-Men : Dark Phoenix ถือว่าเป็นครั้งแรกของ เจสสิก้า แชสเทน ที่รับบทนำในหนังซูเปอร์ฮีโร่ จากตัวละครของมาร์เวล ก่อนหน้านี้ มาร์เวล สตูดิโอ เคยทาบทามให้เธอร่วมแสดงใน Iron Man 3 และ Ant-Man แต่เธอปฏิเสธไป

 

  • หนังเรื่องนี้ปิดกล้องถ่ายทำช่วงเดือนตุลาคม 2017 ถ่ายทำเสร็จสิ้นพร้อมกับ Deadpool 2 หนังในเครือ X-Men อีกเรื่องแบบพอดี แต่ Deadpool 2 เข้าฉายไปแล้วเมื่อเดือนพฤษภาคม 2018 ในขณะที่ X-Men : Dark Phoenix กำลังจะเข้าฉายในสุดสัปดาห์นี้ มาหลังจาก Deadpool 2 นานนับปีเลยทีเดียว

 

  • หลังจากที่ X-Men : Dark Phoenix เลื่อนมาเข้าฉายในปี 2019 ทำให้ปีนี้ เจมส์ แม็คอะวอยส์ จะรับบทนำในหนังภาคต่อถึง 3 เรื่อง ประกอบด้วย Glass ภาคต่อของ Unbreakable และ Split ที่เข้าฉายไปแล้ว ต่อด้วยเรื่องนี้ และปิดท้ายด้วย IT : Chapter 2 ที่กำลังจะเข้าฉายในเดือนกันยายน ซึ่งในภาคต่อของ IT นั้น มี เจสสิก้า แชสเทน ร่วมแสดงด้วย (ซึ่งทั้งคู่จะเจอกันก่อนใน Dark Phoenix)

 

  • X-Men : Dark Phoenix ถือว่าเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่เรื่องที่ 2 ของปีนี้ ที่เล่าเหตุการณ์ในยุค 90 หลังจากที่ Captain Marvel ของค่ายมาร์เวลสตูดิโอ เล่าเหตุการณ์ในช่วงทศวรรษดังกล่าวเช่นกัน โดย X-Men : Dark Phoenix จะเล่าเรื่องราวในปี 1992 ขณะที่ Captain Marvel จะเกิดขึ้นในปี 1995

SO WATCH

BY GOSSIPGUN

บันเทิง